วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ღ คนเก่งและดีต้องมีความสุข ღ

คนเก่งและดีต้องมีความสุข
โดย..พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)

มีธรรมะของพระพุทธเจ้าอีกหมวดหนึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นนักบริหารที่เก่ง ดีและมีสุข ธรรมะที่ว่านั้นได้แก่ พละหรือกำลังภายใน ๔ ประการ คือ

๑. ปัญญาคือความฉลาดรอบรู้
๒. วิริยะคือความขยันขันแข็ง
๓. อนวัชชะคือการทำงานดีด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
๔. สังคหะคือการผูกใจคนด้วยมนุษยสัมพันธ์

ธรรมะ ๒ ข้อแรกทำให้เป็นคนเก่ง ความเก่งเกิดจากความฉลาดบวกกับความขยัน นักบริหารแบ่งคนออกเป็น ๔ ประเภทตามส่วนผสมของความฉลาดและความขยัน นั่นคือ
ประเภททื่ ๑ ทั้งฉลาดและขยัน
ประเภททื่ ๒ ฉลาดแต่เกียจคร้าน
ประเภทที่ ๓ โง่และขยัน
ประเภทที่ ๔ ทั้งโง่และเกียจคร้าน

คนที่ทำงานกับท่านมี ๔ ประเภท แต่ท่านจะโชคดีหรือโชคร้ายขึ้นอยู่กับว่า ท่านมีลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานประเภทไหนมากกว่ากัน
พวกแรกฉลาดและขยันได้เกรด A ดีมาก ทำงานไปนานได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บริหาร เพราะเป็นคนฉลาด อ่านคนออก ตีแผนออกและสนองงานได้ถูกใจผู้ใหญ่ จึงเป็นลูกน้องเราไม่นานก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหาร ส่วนคนที่เหลือเป็นลูกน้องเรานานๆมักเป็น ๓ ประเภทที่เหลือ คือพวกฉลาดแต่เกียจคร้าน พวกโง่และขยัน และพวกที่ทั้งโง่และเกียจคร้าน
ขอถามสักนิดว่าถ้าท่านจะเลือกลูกน้องสักคน ท่านจะเลือกประเภทไหน ระหว่างคนฉลาดแต่เกียจคร้าน กับคนที่โง่และขยัน ท่านผู้ว่าเลือกคนฉลาดแต่เกียจคร้าน ท่านอื่นว่าอย่างไร? หรือ จะเลือกตามท่านผู้ว่าฯ

ที่ว่ามานี้เป็นการเลือกลูกน้อง ทีนี้ถ้าให้เลือกคนมาเป็นสามีหรือภรรยา ท่านชอบประเภทไหน ระหว่างคนฉลาดแต่เกียจคร้านกับคนโง่และขยัน ส่วนใหญ่ในที่นี้ยกมือเลือกคนโง่และขยัน เพราะคนประเภทนี้ไม่เรื่องมากดีใช่ไหม? ทำไมเวลาท่านเลือกลูกน้องจึงชอบพวกฉลาดแต่เกียจคร้าน?

ถ้าท่านมีลูกน้องครบทั้งสี่ประเภทคือฉลาดและขยัน ฉลาดแต่เกียจคร้าน โง่และขยัน โง่และเกียจคร้าน ท่านจะใชัคนแต่ละประเภททำงานอะไร

สำหรับแต่ละคนมีวิธีใช้งานต่างกัน กองทัพสมัยก่อนมีวิธีใช้ทหารทำงานคนละแบบ ทหารมีครบทั้ง ๔ ประเภท ทหารคนไหนฉลาดและขยัน กองทัพจะตั้งให้เป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้บัญชาการคุมกำลัง เพราะวางแผนเก่งและปลุกระดมเก่ง ทหารคนไหนฉลาดแต่เกียจคร้าน กองทัพจะตั้งให้ทำงานด้านวางแผนเป็นเสนาธิการ ถ้าเป็นคนทั่วไปก็ให้เป็นที่ปรึกษา ทหารคนไหนโง่แต่ขยันเป็นหัวหน้าใหญ่ไม่ได้ ประเดี้ยววางแผนพลาดยิงพวกเดียวกันเพราะคำนวณพลาด กองทัพจะตั้งพวกนี้เป็นพวกคุมกำลังระดับล่าง เป็นหน่วยจรยุทธ์ หรือหน่วยทะลวงฟันเป็นพวกแรมโบ้ ทหารที่โง่และเกียจคร้าน กองทัพก็มีวิธีใช้ คือให้เป็นหน่วยลาดตระเวน มีกับระเบิดตรงไหน ส่งคนพวกนี้ล่วงหน้าไปก่อน

เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้นำระดับบริหารต้องเป็นคนประเภทแรก คือฉลาดและขยัน บางคนฉลาดและขยัน เก่ง แต่ก็ไม่ได้ขึ้นสูง เป็นบอนไซอยู่แค่นั้น ไปถามผู้ใหญ่ว่าทำไมคนนี้ไม่ได้ขึ้นทั้งที่เก่งและดี ผู้ใหญ่บอกว่าอะไรๆ เขาก็ดีนะท่าน แต่เสียอย่างเดียวคือ เลว เขาฉลาดโกง ขยันโกง อยู่ใกล้เงินไม่ได้ เสกหายหมด

การเป็นผู้บริหารที่มีสมรรถภาพ นอกจากความฉลาดขยันแล้ว ต้องมีความซื่อสัตย์ด้วย ความซื่อสัตย์เรียกว่า อนวัชชะ ทำงานไม่มีที่ติ ไม่มีโทษ ประวัติดี

ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องไปด้วยกัน เหมือนกับยาเป็นชุดต้องทานทุกเม็ด ธรรมะ ๔ ข้อนี้จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ บางคนซื่อแต่โง่ เรียกว่าเซ่อ ซื้อบื้อโดนลูกน้องหลอกอยู่เรื่อย หัวหน้าจึงต้องซื่อและฉลาดด้วย บางคนฉลาดแต่เกียจคร้าน เรียกว่าขลาด ไม่ทำงานเพราะกลัวมีปัญหา บางคนขยัน แต่โง่เรียกว่าบ้าบิ่น คนที่เป็นวีรบุรษจะฉลาด รู้ว่ามีปัญหา แต่ฉันก็จะขยันและก็ตั้งใจจริงด้วย วีรบุรุษมีน้ำใจต่อคนอื่นและวีรบุรุษจะมีธรรมครบ ๔ ข้อเลย

บางคนฉลาด ขยัน ซื่อสัตย์ แต่ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง คนก็ไม่ยกย่อง เป็นฮีโร่กับเขาไม่ได้ ทั้งที่เป็นคนตรง เป็นคนซื่อ แต่คนไม่ชอบไม่ยกย่อง เขาเป็นวีรบุรุษ ผู้ใหญ่ก็ไม่ยกย่อง ไปถามผู้ใหญ่ว่า คนนี้เขาก็ดีนี่ ทำไมไม่ยกย่อง หัวหน้าหรือผู้ใหญ่ก็บอกว่าเขาดี แต่สงสัยจะเป็นคนดีที่โลกไม่ด้องการ ไปอยู่ที่ไหนก็เป็นคนตรง ทะเลาะกับเขาไปทั่วหมด ผู้ทะเลาะสิบทิศ โหงวเฮ้งไม่ดี ดูหมอนี่ซิ คิ้วอย่างกับคิ้วราชสีห์ จมูกสิงโต นัยน์ตาเหยี่ยว เสียอย่างเดียวที่ปากสุนัข เพราะไม่มีสังคหวัตถุข้อ ๒ คือ ปิยวาจา
ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตา หมายถึง โอบอ้อมอารี วาจาไพเราะ สงเคราะห์ประชาชน วางตนพอดี คือ สังคหวัตถุ หรือมนุษยสัมพันธ์นั้นเอง

คนเก่งและดีเข้ากับใครๆได้ มีมนุษยสัมพันธ์ทำงานดี นับว่าลดปัญหาไปครึ่งหนึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิต แต่คนที่เก่งและมีคนรักบางคนอาจจะเป็นคนที่มีปัญูหา อาจเป็นคนที่ท้อถอยเพราะขาดธรรมไปข้อหนึ่ง คือ ขาดวิริยะ วิริยะมาจาก วีระ แปลว่ากล้าเจอปัญหาฉันก็จะบุก คนขาดวิริยะก็หมดกำลังใจแล้ว คนดีๆอาจคิดฆ่าตัวตายเพราะขาดวิริยะ คนที่สุขภาพจิตดีไม่กระทบกันง่าย เหมือนคนสุขภาพกายดีจะมีความอดทน นักมวยที่แข็งแรงโดนต่อยเข้าไปจะทนได้ ดังนั้นถ้าท่านมีธรรมะทั้ง ๔ ข้อ คือ ปัญญา วิริยะ อนวัชชะ และสังคหวัตถุ ก็จะทำให้ท่านมีสุขภาพจิตที่ดีนั่นเอง


ที่มา : http://www.mongkoltemple.com/page02/articles026.htmlเครดิตภาพ : google
เครดิตภาพ : google

ღ รักตนอย่างยิ่ง ღ


เพราะรักตนอย่างยิ่งนั่นเอง
จึงเป็นผู้ประพฤติ ปฏิบัติดี เพื่อให้ตนเป็นคนดี

การสามารถรักษาจิตใจ รักษาวาจา รักษาการกระทำ ให้เป็นไปเพื่อไม่ก่อทุกข์โทษภัยแก่ผู้อื่น ไม่เรียกว่าเป็นการทำเพื่อผู้อื่น ไม่เรียกว่าเป็นการถือว่าผู้อื่นเป็นที่รักของตน แต่เป็นการทำเพื่อตนเอง เป็นการถือว่าตนเป็นที่รักของตนอย่างยิ่ง ไม่มีความรักอื่นเสมอด้วยความรักตน ผู้ที่สามารถรักษากาย วาจา ใจ ตนให้ดีได้นั้นก็คือ "ผู้ที่รักตนอย่างยิ่ง" นั่น เอง เพราะรักตนอย่างยิ่งจึงประพฤติดีปฏิบัติดีเพื่อให้ตนเป็นคนดี ผู้ที่ถือเอาการได้มากด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่เลือกสุจริต ทุจริต ไม่ใช่คนรักตนเอง ผู้ที่มีกิริยาวาจาหยาบคายก้าวร้าว ทิ่มแทงหลอกลวง ไม่ใช่คนรักตนเอง ไม่ใช่คนที่จะทำให้ตนเองสวัสดีได้ ตรงกันข้ามที่ทำเช่นนั้นเป็นการไม่รักตนเอง แม้คนจะคิดว่าการที่ทำเพราะไม่รักผู้อื่นก็ตาม แต่ความจริงแท้เป็นการไม่รักตน เป็นการทำให้ตนต่ำทราม เมื่อจะคิดชั่วพูดชั่วทำชั่วเมื่อใด ขอให้นึกถึงตนเอง นึกว่าตนเป็นที่รักของตน จึงไม่ควรทำลายตนเหมือนตนเป็นที่รังเกียจเกลียดชังอย่างยิ่ง จนถึงต้องทำลายเสีย การคิดชั่วพูดชั่วทำชั่ว เป็นการทำลายตนอย่างแน่แท้


ที่มา : http://96dharma.makewebeasy.com
เครดิตภาพ : google

ღ ฆราวาสธรรม ღ


ฆราวาสธรรม สี่ข้อ

ข้อหนึ่ง : สัจจะ จะเป็นคนดีเราต้องมีสัจจะต้องซื่อสัตย์ ซื่อตรงพูดอะไรกับใครไว้ก็ต้องทำให้ได้อย่างที่พูด

ข้อสอง : ทมะ เราต้องรู้จักข่มใจ ต้องฝึกฝนปรับทั้งตัวปรับทั้งใจ ใช้สติปัญญาแก้ไขข้อบกพร่องแล้วสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ตัวเอง

ข้อสาม : ขันติ ต้องอดทนไม่หวั่นไหวไม่ท้อถอย มีหน้าที่อย่างไรก็ให้ทำไปยึดจุดหมายปลายทางของเราเองไว้ให้มั่น ต้องเข้มแข็งทนทานกับความยากลำบาก

ข้อสี่ : จาคะ ได้แก่ความเสียสละ สละความสุขสบายและผลประโยชน์ของเราเพื่อผู้อื่นได้ใจกว้าง ช่วยเหลือเผื่อแผ่ เอื้อเฟื้อไม่เห็นแก่ตัว


ที่มา : http://www.sdd.psd.ku.ac.th/tammalife.htm

เครดิตภาพ : google

ღ ธรรมะกับชีวิต ღ

ธรรมะกับชีวิต
วาทะธรรมเพื่อการพัฒนาตน ของ พระธรรมปิฎก

“เครื่องพิสูจน์การพัฒนาของมนุษย์อย่างหนึ่งก็คือ ความสามารถที่จะมีความสุข ขอให้ดูว่าเมื่อเราอยู่ในโลกไปนานๆ เข้าเราสุขง่ายขึ้นหรือสุขยากขึ้น ถ้าถามตัวเองแล้วต้องตอบว่าเราสุขยากขึ้นก็แสดงว่าเดินผิดทางแล้ว เราสูญเสียอิสรภาพลงไปทุกทีๆ เราไม่เก่งจริง เพราะถ้าเก่งจริง เราต้องเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น”

ที่มา : http://www.sdd.psd.ku.ac.th/tammalife.htm
เครดิตภาพ : google

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ღ การทำจิตให้บริสุทธิ์ ღ

การทำจิตให้บริสุทธิ์
โดย...ท่านพุทธทาสภิกขุ

การทำจิตให้บริสุทธิ์
สะอาด ปราศจากสิ่งเศร้าหมองนั้น
หมายความว่า

ทำจิตให้เป็น.....อิสระ....จากสิ่งทั้งปวง
จิตที่ว่าง...จากความยึดมั่นถือมั่นว่า
ตัวตน.....ของตนเท่านั้น
ที่มั่นคงเป็นสมาธิได้อย่างแท้จริงและสมบูรณ์

ที่มา : http://www.dhammathai.org

เครดิตภาพ : google

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ღ..จิตสงบ.. ღ

จิตสงบ
คำสอนท่านก.เขาสวนหลวง

จิตสงบ แม้จิตว่างมีความสงบ ก็ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ต้องมีสติรอบรู้อยู่ ประคับประคองอยู่ เป็นการทรงตัวได้ เมื่อมีการกระทบกับอะไร ก็ไม่ก่อรูปก่อเรื่องรุนแรง เพราะฉะนั้นการรักษาจิต ต้องมีอุบาย ต้องแยกคายหลายอย่าง ต้องมีความชัดอยู่กับใจ เพราะจิตเป็นของเปลี่ยนแปลง เกิดดับ และมีตัวอวิชชาความไม่รู้เป็นอาสวะคือสิ่งที่นอนเนื่องหมักหมมอยุ่ภายใน เป็นตัวสำคัญที่จะก่อเรื่องต่างๆ ขึ้นมามากมาย ต้องพิจารณาอยู่เสมอเป็นประจำจึงจะพอรู้ พอเข้าใจขึ้น มีการเผลอ การเพลินน้อยลง แต่กลับมีความรู้ในเรื่องความไม่ใช่ตัวตนชัดใจยิ่งขึ้น จนกระทั่งจิตมีความเป็นอิสระภายในตัวมันเองได้เกลี้ยงเกลาไปจากทุกข์ที่ผันแปรทั้งมวล ทุกอย่างก็หมดความหมาย ไม่มีทุกข์ ไม่มีโทษ สะอาด สว่าง เย็น เข้าสู่ความสงบสนิท ในที่สุด สงบ แต่ก็รู้ตัว สว่าง แต่ก็ร่มเย็น สนิท แต่ก็ชัดเจน สะอาด แต่ก็เฝ้าดู!...

ที่มา : http://jantatip.exteen.com/20101022/entry
เครดิตภาพ : Veera เหลืองชมพูเหนือหัวชาวไทย-Dha5

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ღ เหตุให้เกิดทุกข์ ღ

เหตุให้เกิดทุกข์
โดย...หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

วัฏจักร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักแรมของจิตวิญญาณ
ไม่มีกาลสมัย เมื่อใด ใจยังมีตัณหาคือ ความอยาก
เมื่อนั้นจิตวิญญาณยังต้องการอยู่ในสามภพนี้ตลอดไป
มีทั้งสมหวังและผิดหวังมีทั้งสุขและทุกข์
ทั้งหัวเราะและร้องไห้ปนกันไป
ในสามภพนี้เป็นสถานที่พักชั่วคราวเท่านั้น
จิตวิญญาณจะไปอยู่แบบถาวรตายตัว
ตลอดไปไม่ได้ จะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนไป
ตามเหตุปัจจัยที่สร้างเอาไว้ จะอยู่ใน ภพนั้นบ้าง
อยู่ในภพนี้บ้าง แล้วก็ผ่านไปไม่คงที่
จะมีความพอใจยินดีอยากจะอยู่
เป็นหลักฐานตลอดกาลไม่ได้
หรือจะไปที่ไหนอยู่ที่ไหนเอาตามใจชอบก็ไม่ได้ เช่นกัน
เหมือนกับบุคคลอยู่ในแพกลางมหาสมุทร
จะกำหนดทิศทางให้แก่ตัว เองไม่ได้เลย
จะไปตกค้างอยู่ที่ไหนอย่างไรก็จะเป็นไปตามกระแส
ของลม ฉันใด ผู้จะไปเกิดในภพชาติใดจะมีกรรม
เป็นตัวกำหนดให้ไปเกิดในที่นั้น ๆ ผู้ทำกรรมดี
เอาไว้ก็จะได้ไปเกิดในภพชาติที่ดี
ผู้ทำกรรมที่ไม่ดีเอาไว้ก็จะได้ไปเกิดในภพชาติ ที่ไม่ดี
กรรมจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุก ๆ คน
แต่บุคคลไม่ยอมรับผลของกรรมชั่วที่ตัวเองทำเอาไว้
แต่ก็หนีไม่พ้นจะต้องได้รับผลของกรรมชั่วแน่นอน
คำว่า กรรมดีและกรรมชั่วนั้นมันเป็นกฎของธรรมชาติ
เป็นผลตอบแทนให้แก่เหตุอย่าง ตรงไปตรงมา
จะเรียกว่าศาลโลกที่ตัดสินคดีให้แก่มนุษย์ทั้งหลายก็ว่าได้
ผู้ที่ เวียนว่ายเกิดตายอยู่ในภพทั้งสาม
จะต้องถูกศาลวัฏจักรตัดสินชี้ขาดให้ทั้งหมด
ฉะนั้นจิตวิญญาณที่ชอบเที่ยวเร่ร่อนไปตามวัฏฏะ
จะต้องอยู่ในขอบเขตของกฎ แห่งกรรมด้วยกันทั้งนั้น
ผู้ที่นับถือในศาสนาอะไร หรือผู้ที่ไม่นับถือศาสนาอะไร
จะต้องอยู่ในอำนาจกฎแห่งกรรมด้วยกัน
ไม่มีจิตวิญญาณใดอยู่เหนือกรรมนี้ไปได้เลย ฯ

ที่มา : www.baanjomyut.com
เครดิตภาพ : google