วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

ღ พุทธสุภาษิตเรื่องปัญญา ღ


ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก

แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี

ปัญญาย่อมทำให้บุคคลเป็นผู้ฉลาด

ชีวิตของบุคคลอยู่ด้วยปัญญาย่อมประเสริฐสุด



ปัญญาทำให้คนบริสุทธิ์

ทำให้บุคคลไม่ประมาท

ทำให้บุคคลเจริญด้วยประการทั้งปวง



คนพาลย่อมมีปัญญาทราม

ย่อมประกอบแต่ความประมาท

ย่อมเศร้าโศก สิ้นกาลนาน ,

ผู้ประมาทอุปมาดังบุคคลที่ตายแล้ว





บัณฑิตไม่พึงคบกับบุคคลผู้ประมาท

ผู้ฉลาดพึงเห็นสุขอันไพบูลย์

จึงยอมเสียสละสุขส่วนน้อย

ย่อมเข้าถึงสุขอันไพบูลย์ ฯ




คัดลอกจากหนังสือ มหัศจรรย์แห่งมหาพุทธานุภาพ

โดย พระราชรัตนรังษี (ว.ป.วีรยุทฺโธ)

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

_♠_ความฉลาดมองเห็นความจริงของชีวิต_♠_


แม้ว่าเราจะมีฉลาดรอบรู้มากมายหลายด้านอย่างใดก็ตาม แต่ความฉลาดรอบรู้นั้นจะหาประโยชน์อะไรไม่ได้เลยหากยังไม่สามารถนำมาใช้ดับทุกข์ของเราได้ ดังนั้นความรู้เรื่องสัจธรรมความเป็นจริงของชีวิต จึงเป็นความรู้ที่มีค่าและสำคัญยิ่งที่ทุกคนสมควรรู้ นั่นคือ อริยสัจสี่ ได้แก่



* ทุกข์ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพราก... ไม่สมหวัง ไม่ได้ดังใจ เป็นทุกข์



* สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ เพราะมีตัณหา คือปรารถนาใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ความอยากมีอยากเป็น และความไม่อยากมีไม่อยากเป็น



* นิโรธ การดับทุกข์ ด้วยการปล่อยวาง การละ การเลิก ไม่พัวพันกับตัณหา และไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น



* มรรค ทางดับทุกข์ ประกอบด้วย



อริยมรรค ๘ ประการ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ และสิ่งที่ทุกคนขาดเสียไม่ได้ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ควรหมั่นพิจารณาอยู่เสมอถึง อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ ประการ คือ



๑.ชราธัมมตา เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้



๒.พยาธิธัมมตา เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปได้



๓.มรณธัมมตา เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความตายไปได้



๔.ปิยวินาภาวตา เราจักต้องพลัดพรากจากของที่รักที่ชอบใจไปทั้งหมดทั้งสิ้น



๕.กัมมัสสกตา เรามีกรรมเป็นของตน ทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม จักต้องได้รับผลของกรรมนั้น




เมื่อหมั่นพิจารณาอยู่เสมออย่างนี้ ก็จะช่วยป้องกันความมัวเมา ในความเป็นหนุ่มสาว ในทรัพย์สมบัติ และในชีวิต ฯลฯ บรรเทาความลุ่มหลง ความยึดมั่นถือมั่น และป้องกันการทำทุจริต ทำให้เร่งขวนขวายกระทำแต่สิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ตลอดไป



ที่มา : larnbuddhism.com

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

_♠_คำคม_♠_

_♠_คำคมโดยท่าน ว.วชิรเมธี_♠_


1. คนธรรมดาทำบุญก็อยากได้บุญ คนมีปัญญาทำบุญหวังจะเกิดในภพใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ชาวพุทธแท้ทำบุญเพื่อการปล่อยวางกิเลสอย่างสิ้นเชิง


2. สิ่งที่ตาเห็นอย่าเพิ่งสรุปว่ามี สิ่งที่คนยอมรับว่าดีอย่าเพิ่งบอกว่าเห็นด้วย



3. ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี



4. นักปราชญ์ตะวันตกกล่าวว่า อำนาจทำให้คนเสีย ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งเสียคนแบบเบ็ดเสร็จ



5. ดาบที่ดีต้องมีฝัก ความสามารถที่ดีต้องมีจริยธรรม



6. พ่อแม่ที่ดีต้องมีพรหมวิหาร 4 หน้า หน้า 1 เมตตา หน้า 2 คือ กรุณา หน้า 3 คือ มุทิตา หน้า 4 คือ อุเบกขา



7. ยามปกติเลี้ยงลูกด้วยเมตตา ยามมีปัญหาคอยช่วยเหลือด้วยกรุณา ยามลูกทำดีคอยส่งเสริมด้วยมุทิตา ยามลูกทำผิดปล่อยให้รับกรรมด้วยตัวเอง คือ อุเบกขา



8. รอยเท้าแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์ไม่ใช่รอยเท้าของมนุษย์ แต่เป็นรอยเท้าแห่งจินตนาการ



9. การแก้กรรมคือการแก้ที่ความหลงผิด การแก้กรรมคือการเลิกทำความชั่ว ดังนั้นการแก้กรรมจึงไม่ใช่สำเร็จที่การสะเดาะเคราะห์หรือทำพิธีจากเกจิ



10. คนที่รู้เรื่องกรรมดีที่สุดคือตัวเราเอง คนที่แก้กรรมได้ดี่ที่สุดคือตัวของเรา การแก้กรรมต้องทำด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่ด้วยพิธีกรรมแปลกๆ



11. คนขุดบ่อน้ำก็ลงต่ำอยู่ในดิน คนก่อกำแพงก็ขึ้นสูงตามกำแพงที่ก่อ ฉันนี้ฉันใดคนทั้งหลายก้เป็นเช่นนั้น จะสูงจะต่ำขึ้นอยู่กับการกระทำของตน




12. คนฉลาดชอบแกล้งโง่ คนโง่ชอบเสแสร้งว่าฉลาด ส่วนนักปราชญ์เรียนรู้ที่จะฉลาดและเรียนรู้ที่จะโง่




13. กฎแห่งกรรมไม่ต้องวีซ่า กฎแห่งกรรมไม่ยกเว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม กฎแห่งกรรมไม่มีวันหยุด กฎแห่งกรรมเที่ยงธรรมตลอดกาล






14. บิล เกตต์ เรียนไม่จบแต่พบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพราะเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง ปัญญาไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยแต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้



15. อย่ายึดติดกับความหลัง อย่าฟังเสียงปาปมิตร (มิตรชั่ว) อย่ามัวคิดริษยา อย่าเสียเวลากับคนเลวทราม



16. คนส่วนใหญ่เรียกร้องสิทธิมนุษยชน แต่คนมีปัญญาเรียกร้องสิทธิที่จะไม่ทุกข์



17. ความไม่รู้เป็นยอดแห่งมลทิน ปัญญาเป็นยอดแห่งสิริมงคลความถ่อมตนเป็นยอดแห่งเสน่ห์



18. รถทุกคันล้วนมีเบรก รถทุกคันล้วนมีท่อไอเสีย คนทุกคนต้องมีเบรกคือสติ ต้องมีท่อไอเสียคือการปล่อยวาง



19. ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์ ความสุขไม่เคยไปจากใจเรา มีแต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจของเรา



20. ยศ ทรัพย์ อำนาจเป็นเพียงมรรควิธีที่ทำให้ชีวิตนี้มีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเป้าหมายในการเกิดเป็นมนุษย์



21. ทำผิดแล้วรู้สึกผิดต่อไปจะเป็นคนดี ทำผิดแล้วรู้สึกว่าเป็นความดีกาลกิณีจะเกิดขึ้นในไม่ช้า



22. ที่สุดของความรักคือรักโดยไม่ครอบครอง ที่สุดของการให้คือให้โดยไม่หวังผล ที่สุดของทานคืออภัยทาน ที่สุดของคนคือการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข



23. ความรักไม่เคยทำให้ใครทุกข์ การไม่รู้จักธรรมชาติของความรักต่างหากที่ทำให้เกิดทุกข์ ธรรมชาติของความรักคือเกิดขึ้นในเบื้องต้น ดำรงอยู่ในท่ามกลาง และแตกดับไปในที่สุด



24. โลกนี้มีผี 6 ตัวที่น่ากลัวกว่าผีไหนๆ 1 ผีสุรา 2ผีเที่ยวกลางคืน 3. ผีมหรสพ (ติดใจในความบันเทิงจนเกินพอดี) 4 ผีการพนัน 5 ผีคบคนชั่วเป็นมิตร (คนชั่วอยู่ไหนชอบเถลไถลไปสนิทสนม) 6 ผีขี้เกียจ ผี 6 ตัวนี้ต้องปราบด้วยปฏิบัติธรรม

_♠_อารมณ์ที่ไม่ต้องการ_♠_


นักปฏิบัติธรรม เมื่อได้เข้ามาศึกษาธรรมะ ได้ปฏิบัติธรรมะ
พิจารณาอยู่ซึ่ง สติปัฏฐาน เฝ้าดูอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของตนอยู่
จากอายตนะภายนอก อันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ทั้งที่เป็น อดีตปัจจุบัน และอนาคต ที่มากระทบ หรือเกิดขึ้นเองทางมโนทวารนั้น

สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นจากการเฝ้าดูจิตของตนนั้น
นักปฏิบัติบางท่านอาจความรู้สึกว่า..

"ตนเองเป็นคนที่ไม่ดี มีความคิดที่ไม่ดี "

....มีแต่ ราคะ โลภะ โทษะ โมหะ...
มีจิตที่คิดในกามารมณ์ มีจิตคิดโลภอยากได้ต้องการ
มีความโกรธแวบเกิดขึ้นอยู่ ในทันทีที่กระทบ ไม่ว่าทางตา หรือ หู

ทั้งๆที่อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการให้เกิด
เป็นสิ่งที่ตนเองนั้นรู้ว่า ไม่ดี เป็นอารมณ์ที่ตนเองนั้นไม่ต้องการ..
แต่อารมณ์ต่างๆเหล่านั้นก็มักเกิดอยู่เสมอๆ
จนรู้สึกว่า " เรานั้นช่างแย่เหลือเกิน ช่างเลวเหลือเกิน "
...จิตใจหดหู่ เศร้าหมอง เพราะความรู้สึกนั้นๆ ...

ที่เราท่านทุกข์อยู่นั้น..
เพราะเราท่านคิดว่า..ความคิดนั้นๆนั่น
....เป็นความคิดของเรา....
....เป็นเราที่คิด....
...เป็นเราที่ไม่ดี....
....เป็นจิตของเรา เป็นเราที่เลว....


ขอท่านนักปฏิบัติ ระลึกถึงหลักในพระธรรมคำสอน
ในพระไตรลักษณ์เพื่อใช้ในการพิจารณาสภาวธรรม

นั่นคือ " อนัตตา " ความไม่ใช่ตัวตนของเรา "
ความที่เรานั้นไม่สามารที่จะควบคุมได้

สมเด็จพระพุทธองค์ทรงสอนไว้ให้พิจารณาว่า
" ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรยึดถือเอา "

ไม่ควรยึดถือเอาซึ่ง ขันธ์ ๕ ประการ
คือ รูป เวทนาสัญญา สังขาร และวิญญาณ
เพราะสิ่งใดก็ตามที่เราเข้าไปยึดถือ สิ่งนั้นนำมาซึ่งความทุกข์

ความคิดของเราก็เช่นเดียวกัน
มันเกิดการกระทบ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วมันก็จะดับไปของมันเอง
มันคิดก็เป็นเรื่องของความคิด ความปรุงแต่ง เป็นเรืองของมัน
ขอเราเป็นแต่เพียงผู้รู้ ผู้ดู เพราะแท้จริงจิตที่เราคิดว่าเรานั้น ก็เป็น " อนัตตา "

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

_♠_ เชื่ออย่างไรถึงจะเกิดปัญญา_♠_



เชื่ออย่างไรถึงจะได้ปัญญา
โดย...หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

บางคนก็ว่านึกถึงความตายบ่อยๆเข้า กลัวอายุมันจะสั้น มันจะตายเร็ว
ผู้ที่ยุยงส่งเสริมอย่างนั้นก็มี คนหูเบา คนปัญญาอ่อน
ก็ไปเชื่อเอาเลย ไม่อยากนึกถึงความตาย กลัวจะอายุสั้น
แท้ที่จริงหาเป็นอย่างนั้นไม่
ถ้าเป็นเช่นนั้น พระศาสดาไม่ได้ทรงสอนให้เราไปนึกถึงความตายหรอก
ความจริงน่ะ เพราะว่าชีวิตนี้ อัตภาพร่างกายอันนี้มันมีบุญและบาปเป็นเครื่องรักษาอยู่
บุญบาปที่บุคคลทำมาแต่ชาติก่อนหนหลัง มันตามมารักษาไว้อยู่
ถ้าบุญกรรมนั้นยังไม่หมด ตราบใดแล้ว
ต่อเมื่อผู้นั้นจะนึกถึงความตาย วันละร้อยวันละพันครั้ง มันก็ไม่ตาย
อายุมันก็ไม่สั้นหรอก ด้วยเหตุผลกลใดเล่า
เพราะว่ามันมีหลักฐานอยู่ มันมีหลักฐานยืนยันอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นคนเราต้องศึกษาให้เข้าใจ ให้เห็นตามเป็นจริง
อย่าไปเชื่อปรัมปรา คนที่เห็นผิดมีอยู่มากในโลกนี้
ตนเห็นผิดแล้วยังไปหลอกลวงคนอื่นให้ตามไปด้วย อย่างนี้มีอยู่ถมไป
บางคนตนเห็นผิดก็ไม่รู้หรอกว่าตนเห็นผิด ยังเข้าใจว่าตนเห็นถูกอยู่อย่างนั้นแหละ
เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ บุคคลไม่ควรเชื่อในอาการ ๑๑ อย่าง
ที่ท่านแสดงไว้ในกาลามสูตร
ข้อหนึ่งนั้นว่า ไม่ควรเชื่อโดยสำคัญว่า ผู้นี้เคยเป็นครูเป็นอาจารย์ของตนมา
พระศาสดาทรงสอนถึงขั้นนั้น ถึงแม้ผู้นั้นเป็นครูอาจารย์เคยสอนตนมาอยู่บ่อยๆก็ช่างนะ
ถ้าหากว่าตนยังวินิจฉัยคำสอนที่ท่านแนะนำนั้น
ยังไม่เห็นแจ่มแจ้งขึ้นมา ก็ไม่ควรที่จะไปเชื่อไปเลยทีเดียว
พระองค์เจ้าหมายเอาอย่างนั้น
ต้องค้นคว้า ต้องพิจารณาคำสอนที่ท่านแนะนำมานั้น มันเป็นความจริงหรือไม่
ถ้าตนคิดไม่ออกก็นำไปถามท่านผู้รู้ทั้งหลายดู
ถ้าท่านผู้รู้ท่านรู้จริง ท่านจะได้แสดง ท่านจะได้ชี้แจงให้ฟังพร้อมด้วยเหตุด้วยผล
จนเจ้าของปัญหาหายสงสัย นั่นแหละจึงค่อยเชื่อหายสงสัยว่า ครูอาจารย์ที่ท่านแนะนำสั่งสอนมานี้ท่านสอนถูกทางจริงๆ
เป็นทางพ้นทุกข์จริงไม่ผิด เพราะว่าตนก็พิจารณาเห็นแจ้งด้วยตนเองขึ้นมาแล้ว


ไม่ว่าเรื่องใดๆ เมื่อเราได้ยินได้ฟังมา
ก็ควรที่จะน้อมเข้าไปวินิจฉัยให้มันเห็นแจ้งประจักษ์ด้วยตนเองทุกอย่าง
ถ้าไม่สามารถเห็นแจ้งด้วยตนเองก็ไปเรียนถามท่านผู้รู้ทั้งหลาย
อย่างว่านั้นแหละ ให้ท่านชี้แจงแนะนำให้เข้าใจ
อันนี้ได้ชื่อว่าเป็น บ่อเกิดแห่งปัญญาอย่างหนึ่ง
ไม่มีเขาไม่มีเราอยู่ในขันธ์ห้านี้เลย
เมื่อมันเห็นว่างจากสัตว์จากบุคคล ตัวตน เรา เขา ไปอย่างนี้
การที่มันจะไปสร้างกรรมดีกรรมชั่ว พาตัวให้ไปเกิดอีกนั้นไม่เอาแล้ว
ทำความดีก็ทำเพื่อขจัดกิเลสตัณหาออกจากจิตใจเท่านั้

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554

_♠_ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่เที่ยง_♠_


ชีวิต คือ อนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่เที่ยงเกิดมาแล้วก็ตายจากโลกนี้ไป ชีวิตแล้วชีวิตเล่าไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดียรัจฉาน คน หรือภพภูมิอื่น ๆ ก็ตามวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอันยาวนานนี้ไม่รู้อีกเท่าไร?

ดังนั้น หากเราไม่เริ่มศึกษาพระธรรมให้เข้าใจเราก็จะไม่มีวันรู้ความจริงของชีวิต ก็ตายไปด้วยความไม่รู้สะสมความไม่รู้อีก ชาติแล้วชาติเล่าไม่รู้ว่า จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้ฟังธรรมอีกหรือไม่

ที่มา : http://www.dhammahome.com/

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

_♠_ ความดับไม่เหลือ_♠_


ความดับไม่เหลือ

โดย...ท่านพุทธทาสภิกขุ



ในเวลาจวนเจียนจะดับจิตนั้นอยากจะกล่าวว่ามันง่าย…เหมือนตกกระไดแล้วพลอยกระโจนมันยาก…อยู่ตรงที่ไม่กล้าพลอยกระโจนในเมื่อพลัดตกกระไดมันจึงเจ็บมากเพราะตกลงมาอย่างไม่เป็นท่าเป็นทางไหนๆ เมื่อร่างกายนี้มันอยู่ต่อไปอีกไม่ได้แล้วจิตหรือเจ้าของบ้านก็พลอยกระโจนตามไปเสียด้วยก็แล้วกันให้ปัญญากระจ่างแจ้งขึ้นมาว่าไม่มีอะไรที่น่าจะกลับมาเกิดใหม่ เพื่อเอา เพื่อเป็นเพื่อหวังอะไรอย่างใดต่อไปอีกหยุด สิ้นสุด ปิดฉากสุดท้ายกันเสียทีเพราะไปแตะเข้าที่ไหนมีแต่ทุกข์ทั้งนั้นไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไรเข้าที่ไหน หรือได้อะไรที่ไหนมาจิตหมดที่หวังหรือความหวังละลายไม่มีที่จอดมันจึงดับไปพร้อมกับกายอย่างไม่มีเชื้อเหลือมาเกิดอีกสิ่งที่เรียกว่าเชื้อ ก็คือความหวัง หรือความอยากหรือความยึดมั่นถือมั่น อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นเอง



สมมติว่า ถูกควายขวิดจากข้างหลัง หรือรถยนต์ทับหรือตึกพังทับ ถูกลอบยิง หรือถูกระเบิดชนิดไหนก็ตามถ้ามีความรู้สึกเหลืออยู่ แม้สักครึ่งวินาทีก็ตามจงน้อมจิตไปสู่ความดับไม่เหลือหรือทำความดับไม่เหลือเช่นว่านี้ให้แจ่มแจ้งขึ้นในใจเหมือนที่เราเคยฝึกอยู่ทุกค่ำเช้าเข้านอนตื่นขึ้นมาในขณะนั้นทำให้จิตดับไป ก็เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับการ“ตกกระไดพลอยโจน” ไปสู่ความดับไม่มีเชื้อเหลือถ้าหากจิตดับไปเสีย โดยไม่มีเวลาเหลืออยู่สำหรับให้รู้สึกได้ดังนั้นก็แปลว่า ถือเอาความดับไม่เหลือที่เราพิจารณาและมุ่งหมายอยู่เป็นประจำใจทุกค่ำเช้าเข้านอนนั่นเองเป็นพื้นฐานสำหรับการดับไปมันจะเป็นการดับไม่เหลืออยู่ดีไม่เสียท่าเสียทีแต่ประการใด อย่าได้เป็นห่วงเลย




จิตที่มีสติสัมปชัญญะ รู้อยู่ ศึกษาอยู่ที่จิตเป็นจิตที่ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้ผ่องแผ้วจิตชนิดนี้ เป็นจิตที่สามารถรู้สภาพธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงอันเป็นทางสายเดียวที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นได้.....