วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

พุทโธคือผู้เบิกบาน

 
พุทโธตัวจริง คือ พุทธะ
พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
พุทโธตัวจริง มิใช่คำบริกรรม
พุทโธตัวจริงจะเกิดขึ้นได้
เนื่องจากสติปัญญา สัมมาทิฏฐิ
พุทโธ คือ..... ผู้รู้ - รู้ความจริงด้วยปัญญา
ผู้ตื่น - ตื่นจากความหลับ ความมืดบอด
ตื่นตัวจากความเห็นผิด
ว่าเป็นเรา และของของเรา
พุทโธคือ ผู้เบิกบาน - ไม่มีความทุกข์เดือดร้อนใจ


- หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ -

รสแห่งธรรม


อดีตก็รู้เท่า อนาคตก็รู้ทัน  ปัจจุบันก็ไม่ยึดติด  ในสิ่งที่เราได้ สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็นนั้น ซึ่งเป็นผลงานของจิตสร้างสรรค์ปั้นแต่งขึ้นด้วยอำนาจของกรรมดี หรือกรรมชั่ว บุญหรือบาป จึงมีผลเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ความยินดีในธรรมชนะความยินดีทั้งปวง รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง เมื่อมีฐานแห่งธรรมเป็นเครื่องรองรับภายในใจอยู่แล้ว...

- หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน -

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตัวรู้



นิวรณ์แท้จริงมันก็มีอยู่กับตัวเราเสมอ ถึงจะเรียนก็มี ไม่เรียนก็มี นิวรณ์นี้มันมีอำนาจ อิทธิพลมาก เพราะเป็นเครื่องกลบเกลื่อนดวงจิตของเราไม่ให้ก้าวขึ้นสู่ความดีได้ เส้นทางของนิวรณ์ที่จะไหลมาสู่เรา ก็คือ
 

สัญญาอดีตอันได้แก่เรื่องราวต่างๆ ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งของเราของเขาซึ่งเป็นอดีตทั้งหมดเส้นหนึ่ง อีกเส้นหนึ่งคือ สัญญาอนาคต นับแต่เรื่องที่คิดไปตั้งแต่วันพรุ่งนี้จนถึงวันตาย ซึ่งเราอาจเดาอาจคิดไปด้วยความผิดพลาดทั้งหมดทั้ง ๒ ทาง นี้เป็นเส้นทางที่ไหลมาจากนิวรณ์ทั้งสิ้น

ฉะนั้น เรื่องอดีต อนาคต ก็ต้องวางไว้ก่อน ยกจิตของเราขึ้นสู่องค์ภาวนา คือ นึกถึงลมหายใจของลมอันเป็นส่วนปัจจุบันของรูป ปัจจุบันของนาม ได้แก่ ตัวรู้เมื่อเราทำได้เช่นนี้ จิตของเราก็จะเหมือนกับลูกโป่งที่ลอยอยู่ในอากาศ เพียงตัดเชือกเส้นเดียวเท่านั้นเราก็จะหลุดได้ คือ เมื่อตัดสัญญาขาด จิตของเราก็จะเข้าไปสู่องค์ภาวนาได้ทันที
ใจก็ไม่มีอาการอึดอัด มีแต่ความโปร่งสบาย ใจก็สูงเหมือนลูกโป่งที่ถูกตัดเชือกออกจากก้อนหินที่ผูกไว้ สิ่งที่จะตามขึ้นไปทำลายรบกวนก็ยาก เพราะธรรมดาขี้ฝุ่นนั้นก็จะกลบได้แต่เพียงแค่ศีรษะคนเท่านั้น ที่มันจะปลิวขึ้นไปกลบถึงยอดภูเขา หรือยอดไม้สูงๆ นั้นย่อมไม่ได้

ฉะนั้น เมื่อจิตของเราสูงขึ้นแล้ว นิวรณ์ทั้งหลายก็ไม่สามารถจะกลบจิตของเราให้เศร้าหมองได้

-  ท่านพ่อลี ธํมมธโร -


เมื่อใจเรามีทุกข์

 
เมื่อใจเรามีทุกข์

๑. เมื่อมีทุกข์ เราจะคิดปรุงแต่ง กังวลอดีต และอนาคต เสมือนว่าปัจจุบันกำลังเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริง เปรียบเหมือนคนที่สร้างภาพจรเข้กระโดดเข้าหาอยู่ตลอดเวลา หากสติระลึกรู้ว่าจิตหลงคิดฟุ้ง ความคิดนั้นจะดับลง

๒. ส่วนใหญ่ที่เรารู้ว่าคิด เรามักคิดต่ออีกเพราะเราพยายามดิ้นรนหนีความทุกข์ หากเราผ่อนคลายและใช้จิตที่เบาสบาย เฝ้าดูความไม่พอใจในทุกข์ จะพบว่าสภาวะทั้งหลายเป็นเพียงสิ่งที่จิตระลึกรู้ เหมือนเมฆฝนที่บดบังจิตใจ

๓. การเจริญสติคือการเฝ้ารู้สภาวะที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เฉยบ้าง ไม่รู้ชัดบ้าง ไม่จำเป็นต้องแยกแยะว่าคืออะไร เปรียบเหมือนปรากณการณ์ธรรมชาติคือแสงแดดและสายฝนที่หมุนวนเปลี่ยนแปลง เกิดดับอยู่ตลอดเวลา

๔. ชีวิตเราอาจมีภัยหรือปลอดภัย เราก็หลีกเลี่ยงภัยตามหน้าที่ โดยไม่เก็บเรื่องต่างๆ มาคิดให้วุ่นวาย เปรียบเหมือนเสือและงูที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางการเดินเรือ แต่อยู่คนละระดับ ไม่เกี่ยวข้องกับคนพายเรือ

๕. เมื่อสติระลึกรู้สภาวะความไม่เที่ยงซ้ำแล้วซ้ำอีก จิตจะเป็นกลาง เห็นทุกข์สุขเสมอกัน ไม่ดิ้นรนหนีทุกข์ และเกิดปัญญาที่แท้จริงว่าทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง ปัญญานี้จะคลายความหลงยึดมั่นว่ากายนี้ จิตนี้เป็นตัวตนของเรา

๖. การปฏิบัติธรรมเหมือนการออกเรือเดินทาง จะถึงฝั่งหรือไม่นั้น อยู่เหนือการควบคุมของเรา แต่เมื่อเราแจวเรืออย่างไม่ย่อท้อ เราก็อิ่มใจได้เพราะเราอยู่ในเส้นทางของการพ้นทุกข์ เมื่อธรรมะคือเรือที่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ เรือนั้นก็สืบทอดสู่คนรุ่นหลังต่อไป

๗. จากผู้ที่จมอยู่กับทุกข์ กลายเป็นผู้รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง พระพุทธองค์ก็เกิดมาบนกองทุกข์และกิเลศ เมื่อได้ลงมือเพียรปฏิบัติธรรม ย่อมอยู่ในเส้นทางของมรรคผล


ที่มา : http://swhappinessss.blogspot.com

รู้กายก็รู้ธรรม ‌รู้ใจก็รู้ธรรม



 
ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง ชาติปิ ทุกขา...

หมู่โลกเขาว่าความเกิดเป็นสุข แต่เรามันไม่ได้ว่าอย่างนั้น เราว่าความเกิดมันเป็นทุกข์
ธรรมะของพระพุทธเจ้า”…เกิดมากายเป็นทุกข์ ใจเป็นทุกข์   นี่ล่ะ เขาว่าผู้มีวาสนา มันก็คือนักบวชเรานี่ล่ะ หาหลีกเร้นอยู่ป่า หาภาวนา  ธรรมะมันไม่มีผู้หญิงผู้ชาย ใครทำได้ก็ไปถึงได้ เหมือนคนค้าขายนั่นล่ะ ไม่มีผู้หญิงผู้ชาย ค้าขายได้เหมือนกัน นิพพานไม่มีเครื่องกั้น  ให้พากันทำเอง ดูกายดูใจตัวเองให้มันรู้ ถ้ารู้กายก็รู้ธรรม รู้ใจก็รู้ธรรม ดูให้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันจึงไม่ทุกข์เหมือนเขา  ดูให้เห็นธรรมมันก็จะเบื่อ ไม่อยากได้อยากมีอยากเป็นอยากเอา เบื่อหน่ายคลายกำหนัด มันจึงจะค่อยๆ ละ ค่อยๆ วางไปเอง

- หลวงปู่เพียร วิริโย -

สติมีสมาธิตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน


เมื่อเรามีสติมีสมาธิตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น
ลิ้นสัมผัสรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง
ความรู้สึกจะเกิดขึ้นที่ใจของเรา
คือความพอใจ ความไม่พอใจ หรือความเฉยๆ
เราจะมีสติมีปัญญาเห็นอาการของจิตซึ่งเกิดขึ้นที่ใจ
จิตของเราจะแยกจากอารมณ์โดยธรรมชาติ
จะเห็นอาการของจิต เห็นอาการของอารมณ์
มีความเกิดขึ้นแล้วก็มีความดับไปเป็นธรรมดา


- พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต -

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กิเลสราคะ โทสะ โมหะ


คนไม่ละกิเลส ความโกรธ ความโลภ ความหลง
ก็เหมือนอมถ่ายไฟแดงอยู่ อมไฟอยู่ อมไฟก็ร้อน
นั่นแหละกิเลสราคะ โทสะ โมหะ
ไม่ใช่คำพูดมันเป็นความร้อน
ความร้อนความไหม้ มันไหม้หัวใจ
ไหม้อยู่ทั้งกลางวัน กลางคืน
ยืน เดิน นั่ง นอน ทุกอิริยาบถ
ภาวนาบทใดข้อใดก็เอาให้มันจริง
ทุกสิ่งถ้าเอาจริงๆ ภาวนาจริงๆ
มันให้สงบระงับได้ทั้งนั้นแหละ

- หลวงปู่สิม พุทธาจาโร -