วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

สมบัติของมนุษย์เรา


วันหนึ่งๆ อย่าได้ลืม การให้ทานก็ดี การรักษาศีลก็ดี การภาวนาก็ดี
นี่! เป็น สมบัติของมนุษย์เรา
ที่จะสั่งสมคุณงาม ความดีทั้งหลาย
จากการกระทำเหล่านี้ เข้าสู่ใจของตน
อย่าให้ได้ ขาดวัน ขาดคืน

เราต้องเสาะแสวงหา ความดี
มาประดับประดาจิตใจของเรา
เสียตั้งแต่ บัดนี้! จะไม่เสียที ที่ได้เกิดมา
เป็นมนุษย์ และ พบพระพุทธศาสนาด้วย 

- หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน-

การเจริญสติ


การเจริญสติอยู่เสมอ
จะช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันได้ 
โดยไม่ยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับปัจจุบัน 
คือปล่อยวางได้แม้กระทั่งทุกขเวทนาที่กำลังบีบคั้นอยู่
การเจริญสติเป็นกิจวัตร จะทำให้เราไม่ลืมกาย ไม่ลืมใจ
ใจอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่เผลอไปในอดีต ไม่เผลอไปในอนาคต...

เห็นธรรม


เห็นธรรม คือ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนันตา
ทำอย่างไรเราจะพ้นจากกองทุกข์
เห็นว่าของทุกอย่างไม่ใช่เรา เป็นอนัตตา
แม้ร่างกายที่อยู่ร่วมกันก็ไม่ใช่เราเลย
มันอยากเจ็บ มันก็เจ็บ มันอยากแก่ มันก็แก่
มันอยากตาย มันก็ตาย ห้ามมันไม่ฟัง
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นไม่กลัวตาย

- หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ -

แก่นของธรรม


สติเป็นแก่นของธรรม
แก่นของธรรมแท้อยู่ที่สติ
ให้พากัน หัดทำให้ดี
ครั้นมีสติแก่กล้าดีแล้ว
ทำก็ไม่พลาด คิดก็ไม่พลาด
กุศลธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้น
เมื่อบุคคลอยู่กับสติแล้ว
สติเป็นใหญ่ สติมีกำลังดีแล้ว
จิตมันรวม เพราะสติคุ้มครองจิต

- หลวงปู่ขาว อนาลโย -

ประมาทมัวเมา


คนใดประมาทมัวเมา
ไม่ได้นึกถึง ความเกิดเป็นทุกข์
ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้เป็นทุกข์
ความตายเป็นทุกข์
จิตใจจะเศร้าหมอง ขุ่นมัว ว้าวุ่นไปหมด
ฉะนั้น จงนึก จงเจริญอยู่เสมอว่า

ชีวิตเรานั้นน้อยนิดเดียว
ไม่ใช่มากมายประการใด
ชีวิตจริงๆ ก็อยู่แค่ลมหายใจเข้า-ออก
แค่นี้เอง...

- หลวงปู่สิม พุทธาจาโร -

อุปัฏฐากใจตนเอง


พระพุทธเจ้าแท้ ธรรมแท้ อยู่ที่ใจ
การอุปัฏฐากใจตัวเอง
คือการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า
การเฝ้าดูใจตัวเองด้วยสติปัญญา
คือการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง

- หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน -

ดูจิต


ดูจิต คืออะไร ?
หลวงปู่ดูลย์กล่าวไว้ว่า
จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ

การเรียนรู้อริยสัจแห่งจิตนี้ เปรียบได้กับรอยเท้าเล็กๆ รอยหนึ่งในรอยเท้าช้าง
รอยเท้าช้างที่ว่าก็คือ การปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง
การดูจิตนี้ หลายคนที่ทำกัน ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยในการทำที่ไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็จะมาลงตรงอริยสัจแห่งจิตเหมือนกันทั้งหมด

ดูจิต เริ่มต้นอย่างไร ?
การเริ่มต้นดูจิต คงต้องเริ่มหลังจากที่เรามีความเข้าใจหลักแห่งพระพุทธศาสนาแล้วว่า พระพุทธศาสนามุ่งหมายประโยชน์ไปที่ ความพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์อย่างอื่น และเราเองก็มีความปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ ไม่ได้ปรารถนาอย่างอื่นจากการปฏิบัติตามแนวทางของพุทธศาสนา  อีกทั้งมีความศรัทธาและเชื่อมั่นว่า การดูจิตอย่างต่อเนื่องนี่แหละที่จะพาไปสู่ความพ้นทุกข์ได้

เมื่อจะลงมือดูจิตกันอย่างจริงจัง สิ่งแรกที่ต้องฝึกกันก็คือ  เราต้องฝึกให้เราเองสามารถที่จะมีความรู้สึกตัว (มีสติ+สัมปชัญญะ) ได้บ่อยๆ  โดยยังไม่ต้องสนใจว่าเราต้องดูอะไร (สนใจเพียงว่า เรารู้สึกตัวได้บ่อยๆหรือยัง) ครูบาอาจารย์บางท่านก็จะสอนให้รู้จักว่า การรู้สึกตัวเป็นอย่างไร การไม่รู้สึกตัว (เผลอไป) เป็นอย่างไร จนกระทั่งเรามีความรู้สึกตัวได้บ่อยๆ ในขณะใช้ชีวิตประจำวันตามปรกติ หรือบางท่านก็สอนให้มีความรู้สึกตัวบ่อยๆ ด้วยการฝึกเดินจงกรม ฯลฯ

การที่เรามีความรู้สึกตัวนี้ จะทำให้เรามีจิตที่ตั้งมั่น  ไม่เอนเอียงไปตามสิ่งต่างๆที่ปรากฏขึ้นในการรับรู้ของเรา ซึ่งจะทำให้ เมื่ออะไรปรากฏขึ้นในการรับรู้ของเรา
เราก็จะรับรู้สิ่งเหล่านั้นในลักษณะที่เหมือนเราคอยรับรู้อยู่ห่างๆ เปรียบเหมือนเรารับรู้ว่ามีน้ำไหลเชี่ยวกรากด้วยการนั่งดูน้ำอยู่บนฝั่ง  ที่เห็นการไหลที่เชี่ยวกรากของสายน้ำโดยที่เราไม่ถูกสายน้ำพัดพาไปจนจมน้ำตาย


ดูจิต ดูอย่างไรจึงจะถูกต้อง ?
การดูจิตที่ถูกต้องนั้น จะเป็นการดูสิ่งต่างๆที่ปรากฏขึ้นในการรับรู้ทางใจด้วยความรู้สึกตัว ซึ่งจะทำให้เราคอยรับรู้สิ่งที่ปรากฏขึ้นนั้นแบบรู้อยู่ห่างๆ โดยไม่ไปแทรกแซงใดๆ กับปรากฏการณ์นั้น อย่างเช่น พอเรารู้สึกได้ว่ามีความโกรธปรากฏขึ้น ด้วยการที่เราผ่านการฝึกจนรู้สึกตัวได้บ่อยๆ เราก็จะรับรู้ความโกรธนั้นได้แบบรู้อยู่ห่างๆ โดยไม่ต้องไปทำสิ่งใดเลยที่จะทำให้ความโกรธนั้นดับไป
และรับรู้จนสามารถเห็นความจริงของสิ่งต่างๆ ได้ว่า ล้วนแต่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน

ดูจิต ปฏิบัติแล้วได้อะไรบ้าง ?
ได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  ได้มรรคผลพระนิพพานเป็นที่สุด แม้ยังไม่ถึงที่สุด ก็จะเป็นผู้ที่มีทุกข์น้อยลงไปตามลำดับ…


- อ.สุรวัฒน์ -

ที่มา : http://www.dhammajak.net