วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ღ คิดถูก ดับทุกข์ได้ ღ


คิดไปเรื่อยๆ จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

จิตนี้มีความสำคัญ
ธรรมดาคนเราคิดอะไรมักจะไม่ค่อยรู้ตัว
วันหนึ่งๆ คนที่จะรู้ตัวว่า คิดอะไร ทำอะไร จริงๆ มีน้อย
ส่วนมากก็คิดไปตามความเคยชิน หรือตามอำเภอใจ
ตามอารมณ์นี่แหละ
คิดไปเรื่อยๆ จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ทุกข์เกิดขึ้นกับเราทุกวันนี้ เพราะเราไม่รู้จักความคิด
คิดผิด คิดถูก ก็ไม่รู้
และเมื่อคิดผิด ก็เกิดทุกข์ทันที
บางครั้งก็ทุกข์เกินกว่าเหตุอีกด้วย
บางครั้งเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบายกายนิดหน่อย
แต่จิตใจทุกข์มาก
ทุกข์กายนิดหน่อย แต่ไปเพิ่มทุกข์ใจอีก
เพราะเราปล่อยความคิดของเราให้คิดไปตามกิเลส

ถ้าเราสามารถระงับจิตได้ ทำใจสงบได้ ปัญหาก็จะเบาลง
สมมติว่าขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เรานั่งสมาธิ ทำใจให้สงบสักพักหนึ่ง
5 นาที หรือ 10 นาที ดูลมหายใจเข้า หายใจออก
จิตก็ไม่คิดอะไร ก็สงบสบาย ไม่มีทุกข์ใช่ไหม
นี่แสดงว่าทุกข์เกิดเพราะคิดผิด คิดปรุงแต่งเรื่อยไปนี่เอง
เห็นอะไร ได้ยินอะไร ไม่ชอบใจ ก็คิดปรุงแต่งไปจนไม่สบายใจ
หรือว่าอยู่ดีๆ นึกถึง อดีต ที่เคยมีเรื่องราวไม่ถูกใจ คิดไป นึกไป ปรุงไป
จนไม่สบายใจ เป็นทุกข์ บางทีเกิดอาฆาตพยาบาทก็ได้
การปรุงแต่งของจิตของเราจะมีลักษณะอย่างนี้

การสำรวมจิตอย่างที่ทำอยู่ขณะนี้ คือการมาจำศีลภาวนาที่วัด
จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ทำใจสงบสบายๆ
ฝึกหัดใจให้หยุดคิด หยุดปรุงแต่ง
เมื่อไม่ปรุง ก็ไม่มีทุกข์อะไร

และนอกจากนั้นก็ พยายามศึกษา พยายามทำความเข้าใจว่า
ที่เราไม่สบายใจกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เพราะคิดผิด
หลวงพ่อชาท่านสอนว่า “ทุกข์เพราะคิดผิด”
คิดถูกได้ มีโอกาส แก้ทุกข์ได้
เราจึงควรพยายามศึกษา

คิดอย่างไรเรียกว่าคิดถูก คิดอย่างไรเรียกว่าคิดผิด

เราต้องเข้าใจชัดเจนทั้งสองอย่าง
ในการปฏิบัติของเรา เราต้องพยายามติดตามดู ความรู้สึกนึกคิด
ตลอดวันตลอดคืน ไม่ใช่ปฏิบัติเฉพาะเมื่ออยู่ที่วัด
ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่ที่บ้าน อยู่ที่ทำงานหรือเที่ยวไป
ก็ตาม พยายามคอยระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ติดตามศึกษา

ความจริงเราไม่ต้องทำอะไรมาก
เพียงแต่คอยสำรวมระวัง คอยสังเกตว่า
เรามีความรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร
ให้มีสติ สัมปชัญญะ ระลึกรู้อยู่ รู้สึกตัวอยู่เสมอ
อันนี้ให้ถือเป็นหน้าที่ของเรา
เราไม่ต้องอ่านหนังสือ หรือฟังเทศน์อะไรมากมาย
เพียงแต่พยายาม เปลี่ยนนิสัย ให้เป็นคนช่างสังเกต
คือสังเกตความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง
สังเกตว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังพูดอะไร กำลังคิดอะไร
การปฏิบัติเช่นนี้ การพยายามติดตามสังเกตเช่นนี้ จะทำให้เกิดปัญญา


พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก -



ที่มา : http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=684

เครดิตภาพ : Internet

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ღ หยุดแค่คำว่าพอ ღ


จุดต่ำที่สุดในชีวิต ที่ทุกคนประสบ
เป็นได้ทั้งจุดจบ และบทเรียนที่ดี
อยู่ที่คุณจะฉลาดเลือกแบบไหน
ไปให้สุด แล้วหยุดแค่คำว่าพอ...

-พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต-

เครดิต : http://www.jaowka.com/group/ธรรมะสอนใจ

ღ เราเป็นเหมือนเงา ღ



เราก็เป็นเหมือนเงา ผลุบๆ โผล่ๆ
ไม่เป็นตัวเป็นตนจริงจังอะไ
ไม่สามารถหยิบจับยึดครอง
หรือเป็นเจ้าของอะไรใดๆ ได้
แม้แต่กระทั่งตัวเอง...

-instaDham-

เครดิต : http://www.jaowka.com/group/ธรรมะสอนใจ

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ღ ใจเป็นผู้นำ ღ


ใจเป็นผู้นำทุกสิ่งทุกอย่าง
ใจเป็นใหญ่
ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ

ถ้าคนเรามีใจบริสุทธิ์
การพูด การกระทำ
ก็พลอยบริสุทธิ์ไปด้วย

เพราะการพูด การกระทำ
อันบริสุทธิ์นั้น
ความสุขย่อมตามสนองเขา
เหมือนเงาติดตามตน

(พุทธวจนะ)


ที่มา : http://portal.in.th/i-dhamma/pages/9734 
เครดิตภาพ : https://www.facebook.com/wanasawat 


ღ มีธรรมครอง ღ
























ถ้าใจนี้ มีธรรมครองตัวแล้ว
จะเป็นคนทุกข์ คนจน ก็อยู่ตามสภาพ
เป็นความร่มเย็น เป็นสุขตามฐานะของตน
ถ้ายิ่งใจมีบุญ มีกุศลมาก
ใจมีความเฉลี่ยเผื่อแผ่มากเท่าไร ยิ่งเป็นกุศล
ยิ่งเป็นความร่มเย็น แก่ผู้อื่นมากเท่านั้น...

-หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน-

เครดิต : http://www.jaowka.com/group/ธรรมะสอนใจ

ღ ความสุขที่แท้ ღ


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...

ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหา อุปาทาน ความทะยานอยาก ดิ้นรน และความยึดมั่นถือมั่นว่า “เป็นเรา เป็นของเรา” รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่าง ๆ
สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้ “โดยความตน เป็นของตน” ที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้นเป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้
เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าได้เห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ “เพียงสักว่า สักว่า” ไม่หลงไหล พัวพัน มัวเมา เมื่อนั้น จิตก็จะว่าง ว่างจากการยึดถือต่าง ๆ ปลอดโปร่ง แจ่มใส เบิกบานอยู่...



ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...
เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือ ความยึดมั่น ถือมั่น เรื่องตัวตนเสีย ด้วยประการละฉะนี้ เธอจะเบาสบาย คลายทุกข์ คลายกังวล
“ไม่มีความสุขใดยิ่งไปกว่าการปล่อยวาง และการสำรวมตนอยู่ในธรรม”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...
“ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ” ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย
มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นไว้ เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน
การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย
เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการหาปลาเล็ก ๆ เพียงตัวเดียว
มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ “ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว...”

เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้
เมื่อมีเกียรติมากขึ้น ภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว
ในหมู่ชนที่เพ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น จิตใจของเราเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตา เขามัวแต่บ่นว่า “หนักและเหน็ดเหนื่อย” พร้อม ๆ กันนั้น เขาก็ได้แบกก้อนหิน วิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
คนในโลกส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความกลับกลอก และหลอกลวง หาความจริงไม่ค่อยได้ แม้แต่ในการนับถือศาสนา
ด้วยอาการดังกล่าวนี้ โลกจึงเป็นเหมือนระงมอยู่ด้วยพิษไข้อันเรื้อรังตลอดเวลา
ภายในอาคารมหึมา ประดุจปราสาทแห่งกษัตริย์ มีลมพัดเย็นสบาย แต่สถานที่เหล่านั้น มักบรรจุเต็มไปด้วยคนซึ่งจิตใจเร่าร้อนเป็นไฟอยู่เป็นอันมาก ภาวะอย่างนั้นจะมีความสุขสู้ผู้มีใจสงบอยู่โคนต้นไม้ได้อย่างไร...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...
การแสวงหาทางออกอย่างพวกเธอนี้ เป็นเรื่องประเสริฐแท้
การแก่งแย่งกันเป็นใหญ่เป็นโตนั้น ในที่สุดทุกคนก็รู้เองว่า เหมือนแย่งกันเข้าไปสู่กองไฟ มีแต่ความรุ่มร้อนกระวนกระวาย
เสนาบดีดื่มน้ำด้วยภาชนะทองคำ กับคนจน ๆ ดื่มน้ำด้วยภาชนะที่ทำด้วยกะลามะพร้าว “เมื่อมีความพอใจ ย่อมมีความสุขเท่ากัน” นี่เป็นข้อยืนยันว่า “ความสุขนั้นอยู่ที่ความรู้สึกทางใจเป็นสำคัญ”
อย่างพวกเธอ อยู่ที่นี่มีแต่ความพอใจ แม้กระท่อมจะมุงด้วยใบไม้ ก็มีความสุขกว่าอยู่ในพระราชฐานอันโอ่อ่า
แน่นอนทีเดียว คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ไม่ใช่คนใหญ่คนโต แต่เป็นคนที่รู้สึกว่าชีวิตของตนมีความสุข สงบ เยือกเย็น ปราศจากความเร่าร้อน กระวนกระวาย...

 

(พุทธโอวาท ๓ เดือนก่อนปรินิพพาน)


ที่มา : http://portal.in.th/i-dhamma/pages/8400
เครดิตภาพ : Internet