เยียวยาใจด้วยการให้อภัย
โดย..พระไพศาล วิสาโล
ถ้าหากอารมณ์ที่หมักหมมนั้นเป็นความโกรธ เกลียด พยาบาท วิธีหนึ่งที่ช่วยเปลื้องอารมณ์เหล่านี้ไปจากใจอย่างได้ผลมากคือ การให้อภัย หรือดียิ่งกว่านั้นคือการแผ่เมตตาให้ ให้อภัยคือไม่ถือโทษโกรธเคืองในเรื่องที่ผ่านมา ส่วนแผ่เมตตาหมายถึงการตั้งจิตปรารถนาดีให้มีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป
การให้อภัยคนที่ทำร้ายเรานั้นเป็นเรื่องยาก แต่การที่จะมีชีวิตอย่างผาสุกตราบใดที่ยังมีความโกรธเกลียดสั่งสมในจิตใจ กลับเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า ในใจของทุกคน ย่อมมีบาดแผลจากความโกรธเกลียด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมี ‘ยาสามัญประจำใจ’ ขนานนี้ไว้เยียวยาอยู่เสมอ
คัดย่อ : รักษาใจให้ปลอดพิษ
ที่มา : http://www.kmutt.ac.th
เครดิตภาพ : Google
วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2555
ღ ศิลปะในการลดความทุกข์ ღ
ศิลปะในการลดความทุกข์
โดย...อาจารย์วศิน อินทสระ

"ความจริง ความสุข นั้น เราไม่ต้องแสวงหาก็ได้ หน้าที่ของเราเพียงแต่ลดความทุกข์ให้น้อยลง ความสุขก็เพิ่มพูนขึ้น เหมือนความร้อนลดลงมากเพียงใด ความเย็นก็มีมากขึ้นเท่านั้น"
"พระพุทธศาสนา,กล่าวโดยปริยายหนึ่ง ก็คือ "ศิลปะในการลดความทุกข์"
"ความทุกข์มีมูลเหตุมาจาก "ความอยาก" ความอยากทำใจให้เร่าร้อน
"เมื่อลดความอยากลงได้มากเท่าใด ใจก็เย็นมากขึ้นเท่านั้น ความสุขก็เอ่อตามขึ้นมา"
"ความอยาก และ ความไม่อยาก อยู่ที่ "ใจ" "
"เมื่อใดใจอยาก เมื่อนั้นมีความดิ้นรน ยิ่งดิ้นรนมาก ก็ยิ่งแปดเปื้อนมาก"
"ตรงกันข้าม สงบมาก,เยือกเย็นมาก,ก็ผ่องใสมาก สุขมาก.....นั้นเอง
คัดจากหนังสือ "ทางแห่งความดี"
ที่มา : http://taniyo.blogspot.com/2010/06/0091.html
เครดิตภาพ : Google
วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555
ღ มิตรในเรือนใจ ღ
มิตรในเรือนใจ
โดย...พระไพศาล วิสาโล
มิตรที่ดีที่สุดของเรานั้นมิได้อยู่ที่ไหนเลย แต่อยู่กลางใจเรานี้เอง มิตรในเรือนใจช่วยให้เรามีความสุขในทุกหนแห่ง แม้ในยามที่ถูกกระทบกระแทก ก็สามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ หรือช่วยให้เราอยู่ท่ามกลางความทุกข์ได้โดยใจไม่ทุกข์ แต่หากไม่สามารถทำใจให้เป็นมิตร แม้มั่งมีด้วยทรัพย์สมบัติ มียศศักดิ์อัครฐาน ก็ยากที่จะหาความสุขพบ ยิ่งกว่านั้นยังอาจถึงกับทำร้ายตัวเองด้วยซ้ำ
เกิดมาทั้งทีควรรู้จักมิตรในเรือนใจ จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมีเวลาให้แก่จิตใจของตนและหมั่นรักษาใจไม่ให้กิเลสหรืออารมณ์อกุศลครอบงำ โดยหมั่นทำความดีและปลูกสติสร้างความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้น กล่าวโดยสรุปก็คือมีธรรมะรักษาใจ
http://www.visalo.org
เครดิตภาพ : Google
วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555
ღ ดับไฟกิเลสในใจ ღ
ดับไฟกิเลสในใจ
โดย...หลวงปู่สีทน สีลธโน

หากเราต้องการความสุข ความสบาย ความเจริญแล้ว
ควรที่พยายามดับ แก้ไขความโลภของตัว ความโกรธของตัว
ความหลงของตัว ราคะตัณหาของตัว ให้มันเบาบางลงไป
หากว่าเราดับไม่ได้จริงจัง ก็ให้มันเบาบางลงไป
ถ้าหากเราปล่อยไว้อย่างนี้ มันจะทำพิษเรา ให้เราเกิดความทุกข์
ถ้าปล่อยไว้นานๆ จะทำให้เราตกนรกก็เป็นได้
อย่างคนที่ตกนรก ได้รับความทุกข์ความยากลำบากตรากตรำต่างๆ นานา
เราอย่าไปโทษของอื่น
“กิเลสของเราเองนี่แหละทำลายจิตใจของตัวเรา”
กิเลสกินใจ ความโลภมันกินใจ ความโกรธความหลงมันกินใจ
ราคะตัณหากินใจของมนุษย์ สัตว์ก็เหมือนกัน
คือหากว่าเราปล่อยให้มันกินมากๆ เข้าแล้ว
มันจะทำลายคุณสมบัติของจิตใจของเรา
ให้เสื่อมจากคุณงามความดี เสื่อมจากบุญจากกุศล
หากว่าใจของเราเสื่อมจากคุณงามความดีแล้ว
มันจะไปเกิดในภพที่ต่ำ เกิดในที่ลำบากตรากตรำ
หากว่าไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์จะเกิดเป็นเดรัจฉาน
ถ้าหากเกิดเป็นผู้ดีมีลาภยศมีสมบัติก็ดี
หากว่าเราไม่ระมัดระวังความโลภความโกรธความหลง มันจะกินจิตใจของตนแล้ว
มันอาจสามารถทำลายตัวของเราให้ไปเกิดในภพที่ต่ำได้ มันรุนแรงขนาดนั้น
กิเลสของเราทำให้เราตกนรกได้
สิ่งที่น่ากลัวมาก คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ของเรา
ราคะตัณหาของเรานี่เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก
อย่างพวกเราเกิดมาเป็นทุกข์
เป็นคนยากจนอับเฉาเบาปัญญาอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวัน
คนจนๆ นะ อันนี้ก็ไม่ใช่อะไร เขาปล่อยให้กิเลสกินใจของเขา
ปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง กินจิตกินใจของเขา
จนกระทั่งจิตใจของเขาหมดคุณภาพ หมดคุณงามความดี
เลยมีบุญเพียงแค่มาเกิดเป็นมนุษย์กับเขา เกิดมาแล้วก็เร่าร้อน
กิเลสทำลายจิตใจของคนเรา
หากว่าจิตใจของคนเราไม่ดี ใจไม่มีบุญมีกุศลแล้ว
เราไปเกิดที่ใดแห่งไหนก็ดี เราจะได้ความทุกข์ความร้อน
ไม่ได้รับความอยู่เย็นเป็นสุข เนื่องจากว่าจิตใจของเราไม่ดี
หากว่าจิตใจดีแล้ว ก็ไปเกิดในฐานะที่ดีในสกุลที่ดี
ได้อะไรมาทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจ อย่างนั้นก็เพราะใจดี
ที่พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเราทำคุณงามความดี
เพื่อประดับจิตใจของเราทุกวันนี้ ก็เพราะอย่างนี้นี่เอง
คัดย่อ : นิตยสารธรรมะออนไลน์ > สารส่องใจ > ดับไฟกิเลสในใจ
ที่มา : http://www.dlitemag.com
เครดิตภาพ : Google
ღ ธรรมดาของโลก ღ
ธรรมดาของโลก
โดย..หลวงปู่จันทร์ กุสโล
ธรรมดาของโลกย่อมมีของคู่กัน
คือมีเจริญ มีเสื่อม มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีได้ มีเสีย
คนที่ไม่ศึกษา ไม่รู้จักธรรมดาของโลก
ย่อมปรารถนาแต่ส่วนที่ดี คือความเจริญ ความมีลาภ ความมียศ
เมื่อธรรมดาของโลกกับความปรารถนาของคนไม่ตรงกัน
จึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ นั้นคือความทุกข์
การศึกษาธรรม คือการศึกษาให้รู้จักความจริงของโลก
ไม่หลงไปแก้โลก และไม่ปล่อยให้โลกดึงจนไม่มีการยับยั้ง
โลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตามปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมดาของโลก
สิ่งที่ควรคิด คือ " ทำอย่างไรชีวิตจึงจะเป็นประโยชน์อยู่ในโลกนี้ "
คัดย่อ : นิตยสารธรรมะออนไลน์ > สารส่องใจ > ธรรมดาของโลก
ที่มา : http://www.dlitemag.com
เครดิตภาพ : Google
ღ เหนือเป็นเหนือตาย ღ
เหนือเป็นเหนือตาย
โดย..พระไพศาล วิสาโล
ความมีความเป็นทำให้เราทุกข์ได้ มีก็ทุกข์ เพราะอยากจะรักษาเอาไว้ไม่ให้มันหายไป พอหายไปก็ทุกข์อีก มีอะไรก็ตาม ถ้าไปยึดมั่นกับมัน ก็ทำให้ทุกข์ แม้จะเป็นสุขแต่ก็มีทุกข์เจือปน
เตรียมทุกข์ไว้ได้เลยเพราะว่าสักวันหนึ่งก็จะต้องพลัดพรากจากสิ่งนั้น ถ้าเราไม่พลัดพรากจากสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็พลัดพรากจากเรา มันก็มีสองอย่างเท่านั้นแหละทันทีรู้สึกเป็นเจ้าของสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นจะมีหรือจะเป็นอะไรก็ตามต้องมีหรือเป็นให้ถูกต้อง มีให้เป็น เป็นให้เป็น คือมีโดยไม่ยึดมั่นว่าเป็นของฉัน และเป็นโดยไม่ไปยึดมั่นว่าเป็นตัวฉัน เดี๋ยวนี้เรามีกันไม่เป็น และก็เป็นกันอย่างไม่ถูกต้อง คือเป็นด้วยความยึดมั่นถือมั่น มีด้วยความหลงก็เลยทุกข์ ดีที่สุดก็คือไม่มีไม่เป็นอะไรเลย
ดังนั้นเราจึงควรระลึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเราเป็นอะไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น จึงไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น เพราะถ้ายึดมั่นถือมั่นเราก็จะเป็นทุกข์ เพราะตัณหามานะจะแฝงซ่อนอยู่กับความเป็นนั่นเป็นนี่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม เป็นผู้แพ้ก็ทุกข์ เป็นผู้ชนะก็ทุกข์ เป็นคนชั่วก็ทุกข์ เป็นคนดีก็ทุกข์ เป็นนักปฏิบัติธรรมก็ทุกข์ทันทีที่ไปยึดมั่นว่าฉันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ใครที่สำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็น นักปฏิบัติธรรม พอมีคนมาพูดว่า “ เธอไม่มีสติเลย ” จะโกรธและเป็นทุกข์มาก ว่าอย่างอื่นไม่ว่ามาว่าฉันไม่มีสติ นี้แหละเป็นเพราะเราไปยึดมั่นสำคัญหมายว่าฉันเป็นนักปฏิบัติธรรม เลยถูกตัณหาที่แฝงอยู่ในความเป็นนักปฏิบัติธรรมเล่นงานเอา
มองให้เห็นว่าความเป็นนั่นเป็นนี่เป็นสิ่งสมมุติที่ถูกปรุงขึ้นมา ไม่ใช่ของจริง แต่ถึงแม้จะยังมองไม่เห็นว่าเป็นสิ่งสมมุติ อย่างน้อยก็ให้เราตระหนักว่าความเป็นนั่นเป็นนี่มันไม่เที่ยง ถ้าไปยึดมั่นให้มันเที่ยงเราเองนั่นแหละจะเป็นทุกข์ ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรก็ตาม มันไม่เที่ยง ต้องแปรเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกคุกคามด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ต้องแปรเปลี่ยนหรือสูญสลายไป
อย่าให้เกิดการปรุงแต่งจนไปสู่ความทุกข์ ควรเริ่มต้นด้วยการมีสติตั้งแต่ตอนเกิดผัสสะ แต่ถึงแม้สติตามไม่ทันในผัสสะ ก็ขอให้มีสติรู้ทันในเวทนา และในอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เห็นความโกรธเกิดขึ้น ความอยากเกิดขึ้น แต่ไม่เข้าไปเป็นผู้โกรธผู้อยาก
แม้กระทั่งความทุกข์เมื่อเกิดขึ้นก็เห็นความทุกข์ แต่ไม่ใช่เป็นผู้ทุกข์ เมื่อตากระทบรูป การเห็นเกิดขึ้น แต่อย่าให้มีฉันเป็นผู้เห็น เมื่อหูได้ยินเสียง การได้ยินเกิดขึ้น แต่อย่าให้มีฉันเป็นผู้ได้ยิน เพราะถ้ามีตัวฉันเป็นผู้ได้ยิน เดี๋ยวก็มีตัวฉันเป็นผู้ทุกข์เพราะได้ยินเสียงดัง หรือคำตำหนิ อย่าปล่อยให้มีตัวฉันหรือตัวกู เพราะถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว ก็จะมีตัวฉันเป็นผู้ทุกข์ในที่สุด หรือมีตัวฉันเป็นผู้รับแรงกระทบกระแทกต่าง ๆ ถ้าไม่มีตัวฉันเกิดข้นแล้ว เราจะมีชีวิตที่โปร่งเบา เป็นอิสระ ความทุกข์ไม่มีที่ตั้ง เพราะไม่มีตัวฉันมาเป็นเจ้าของความทุกข์ ใหม่ ๆ เรายังไม่สามารถที่จะมองเห็นตรงนี้ได้ แต่ว่าเมื่อเราดูและเห็นอยู่เรื่อย ๆ ปัญญาหรือความประจักษ์ในความจริงเหล่านี้ก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้น แล้วเราก็จะรู้ว่า เราทุกข์เพราะปล่อยให้ตัวกูของกูเกิดขึ้นโดยแท้ นี่แหละคือต้นแห่งความทุกข์ทั้งปวง
คัดย่อ : บทความ > ต้อนรับความตาย > เหนือเป็นเหนือตาย
ที่มา : http://www.visalo.org/article/D_NerPenNerTay.htm
เครดิตภาพ : Google
โดย..พระไพศาล วิสาโล
ความมีความเป็นทำให้เราทุกข์ได้ มีก็ทุกข์ เพราะอยากจะรักษาเอาไว้ไม่ให้มันหายไป พอหายไปก็ทุกข์อีก มีอะไรก็ตาม ถ้าไปยึดมั่นกับมัน ก็ทำให้ทุกข์ แม้จะเป็นสุขแต่ก็มีทุกข์เจือปน
เตรียมทุกข์ไว้ได้เลยเพราะว่าสักวันหนึ่งก็จะต้องพลัดพรากจากสิ่งนั้น ถ้าเราไม่พลัดพรากจากสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็พลัดพรากจากเรา มันก็มีสองอย่างเท่านั้นแหละทันทีรู้สึกเป็นเจ้าของสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นจะมีหรือจะเป็นอะไรก็ตามต้องมีหรือเป็นให้ถูกต้อง มีให้เป็น เป็นให้เป็น คือมีโดยไม่ยึดมั่นว่าเป็นของฉัน และเป็นโดยไม่ไปยึดมั่นว่าเป็นตัวฉัน เดี๋ยวนี้เรามีกันไม่เป็น และก็เป็นกันอย่างไม่ถูกต้อง คือเป็นด้วยความยึดมั่นถือมั่น มีด้วยความหลงก็เลยทุกข์ ดีที่สุดก็คือไม่มีไม่เป็นอะไรเลย
ดังนั้นเราจึงควรระลึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเราเป็นอะไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น จึงไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น เพราะถ้ายึดมั่นถือมั่นเราก็จะเป็นทุกข์ เพราะตัณหามานะจะแฝงซ่อนอยู่กับความเป็นนั่นเป็นนี่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม เป็นผู้แพ้ก็ทุกข์ เป็นผู้ชนะก็ทุกข์ เป็นคนชั่วก็ทุกข์ เป็นคนดีก็ทุกข์ เป็นนักปฏิบัติธรรมก็ทุกข์ทันทีที่ไปยึดมั่นว่าฉันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ใครที่สำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็น นักปฏิบัติธรรม พอมีคนมาพูดว่า “ เธอไม่มีสติเลย ” จะโกรธและเป็นทุกข์มาก ว่าอย่างอื่นไม่ว่ามาว่าฉันไม่มีสติ นี้แหละเป็นเพราะเราไปยึดมั่นสำคัญหมายว่าฉันเป็นนักปฏิบัติธรรม เลยถูกตัณหาที่แฝงอยู่ในความเป็นนักปฏิบัติธรรมเล่นงานเอา
มองให้เห็นว่าความเป็นนั่นเป็นนี่เป็นสิ่งสมมุติที่ถูกปรุงขึ้นมา ไม่ใช่ของจริง แต่ถึงแม้จะยังมองไม่เห็นว่าเป็นสิ่งสมมุติ อย่างน้อยก็ให้เราตระหนักว่าความเป็นนั่นเป็นนี่มันไม่เที่ยง ถ้าไปยึดมั่นให้มันเที่ยงเราเองนั่นแหละจะเป็นทุกข์ ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรก็ตาม มันไม่เที่ยง ต้องแปรเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกคุกคามด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ต้องแปรเปลี่ยนหรือสูญสลายไป
อย่าให้เกิดการปรุงแต่งจนไปสู่ความทุกข์ ควรเริ่มต้นด้วยการมีสติตั้งแต่ตอนเกิดผัสสะ แต่ถึงแม้สติตามไม่ทันในผัสสะ ก็ขอให้มีสติรู้ทันในเวทนา และในอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เห็นความโกรธเกิดขึ้น ความอยากเกิดขึ้น แต่ไม่เข้าไปเป็นผู้โกรธผู้อยาก
แม้กระทั่งความทุกข์เมื่อเกิดขึ้นก็เห็นความทุกข์ แต่ไม่ใช่เป็นผู้ทุกข์ เมื่อตากระทบรูป การเห็นเกิดขึ้น แต่อย่าให้มีฉันเป็นผู้เห็น เมื่อหูได้ยินเสียง การได้ยินเกิดขึ้น แต่อย่าให้มีฉันเป็นผู้ได้ยิน เพราะถ้ามีตัวฉันเป็นผู้ได้ยิน เดี๋ยวก็มีตัวฉันเป็นผู้ทุกข์เพราะได้ยินเสียงดัง หรือคำตำหนิ อย่าปล่อยให้มีตัวฉันหรือตัวกู เพราะถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว ก็จะมีตัวฉันเป็นผู้ทุกข์ในที่สุด หรือมีตัวฉันเป็นผู้รับแรงกระทบกระแทกต่าง ๆ ถ้าไม่มีตัวฉันเกิดข้นแล้ว เราจะมีชีวิตที่โปร่งเบา เป็นอิสระ ความทุกข์ไม่มีที่ตั้ง เพราะไม่มีตัวฉันมาเป็นเจ้าของความทุกข์ ใหม่ ๆ เรายังไม่สามารถที่จะมองเห็นตรงนี้ได้ แต่ว่าเมื่อเราดูและเห็นอยู่เรื่อย ๆ ปัญญาหรือความประจักษ์ในความจริงเหล่านี้ก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้น แล้วเราก็จะรู้ว่า เราทุกข์เพราะปล่อยให้ตัวกูของกูเกิดขึ้นโดยแท้ นี่แหละคือต้นแห่งความทุกข์ทั้งปวง
คัดย่อ : บทความ > ต้อนรับความตาย > เหนือเป็นเหนือตาย
ที่มา : http://www.visalo.org/article/D_NerPenNerTay.htm
เครดิตภาพ : Google
วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555
ღ เดินด้วยใจ ღ
เดินด้วยใจ
โดย..พระไพศาล วิสาโล
เวลาเดินไปไหนมาไหนคนส่วนใหญ่มักคิดแต่เพียงเดินให้ถึงจุดหมาย แต่การเดินมีประโยชน์มากกว่านั้น หลายคนรู้ดีว่าการเดินช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่น้อยคนที่จะตระหนักว่าการเดินนั้นมีผลดีต่อจิตใจด้วย ไม่ใช่แค่ฝึกความอดทนเท่านั้น หากยังช่วยให้ใจสงบ ผ่อนคลาย และตื่นรู้อยู่เสมอ การเดินโดยมุ่งเพียงแค่ไปไห้ถึง ทำให้เราเป็นทุกข์ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อจุดหมายปลายทางยังอยู่อีกไกล ยิ่งคิดว่าเมื่อไรจะถึงๆ ก็ยิ่งเครียดและหงุดหงิด ทั้งๆ ที่กายยังไหว แต่ใจกลับเพลียเสียแล้ว อันที่จริงเราไม่จำเป็นต้องทุกข์ขนาดนั้นเลยก็ได้ หากวางใจให้เป็น เช่นน้อมจิตมาอยู่กับทุกย่างก้าว ให้มีความรู้สึกตัวกับการเดินแต่ละก้าว บางครั้งใจเผลอไปที่อื่น ระลึกได้เมื่อไร ก็พาใจกลับมาอยู่กับการเดิน ให้กายกับใจร่วมเดินไปด้วยกัน อย่าปล่อยให้กายอยู่ตรงนี้ แต่ใจไปรออยู่ข้างหน้าแล้ว ใจที่เฝ้าแต่จะถึงจุดหมายไวๆ มีแต่จะนำความทุกข์มาให้โดยไม่จำเป็น
เมื่อใจอยู่กับกายทุกย่างก้าวอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ตัวจะยังไม่ถึงจุดหมาย แต่ใจกลับ “ถึง”ทุกขณะ นั่นคือเข้าถึงความสงบเย็นและผ่อนคลาย เพราะเมื่อจิตไม่วอกแวก หรือชะเง้อมองจุดหมาย ก็ย่อมไม่ถูกเผาลนด้วยความอยากจะไปให้ถึงไวๆ ขณะเดียวกันการหมั่นรู้ทันความนึกคิดปรุงแต่ง (รวมทั้งความอยากจะถึงที่หมายไวๆ) ก็ช่วยฝึกสติหรือความระลึกได้ให้ทำงานได้รวดเร็วฉับไว ทำให้จิตมีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง
ทุกวันนี้เราเดินด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมน้อยมาก เพราะใจลอยเกือบตลอดเวลา หากไม่พะวงถึงจุดหมายปลายทาง ก็มักนึกถึงเรื่องต่างๆ มากมาย รวมทั้งวางแผนร้อยแปด บางครั้งอากัปกิริยาจึงไม่ต่างจากคนเดินละเมอ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีสติอยู่กับการเดิน คือใจรับรู้ความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าว เมื่อใดที่จิตเผลอออกไปนอกตัว พลัดไปอยู่กับเรื่องราวในอดีตหรืออนาคต รู้ตัวเมื่อไรก็พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันคือการเดิน โดยไม่จำเป็นต้องเพ่งที่เท้า หรือบังคับจิตให้อยู่กับเท้า ทำเช่นนี้บ่อยๆ ความรู้สึกตัวจะเพิ่มขึ้น สติจะปราดเปรียวขึ้น ทำให้เราไม่เผลอง่าย จะคิดหรือทำอะไร ก็ทำด้วยใจที่เต็มร้อยและมีสมาธิมั่นคง
ไม่ว่าจะเดินไปปากซอย ขึ้นบันไดหรือไปทำงาน เป็นโอกาสดีสำหรับการบ่มเพาะสติ สร้างความรู้สึกตัว อันเป็นประตูสู่สมาธิและความสุข ซึ่งเราสามารถเข้าถึงได้แม้ในชีวิตประจำวัน
ที่มา : http://www.visalo.org
เครดิตภาพ : Google
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



