วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

ღ ฝึกใจ ღ


“ใจ” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด พึงให้ความสนใจดูแลรักษาใจของตนอย่างยิ่ง



“ใจ” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มีฤทธิ์มีอำนาจที่สุด ความสุขความทุกข์ ความดีความชั่ว ความเย็นความร้อน ความสงบความวุ่นวาย เกิดจากใจทั้งสิ้น


ผู้มุ่งบริหารจิตควรคำนึงความจริงนี้ให้อย่างยิ่ง ควรให้ความสนใจดูแลรักษาใจของตนให้อย่างยิ่ง เพื่อจะได้สามารถพาตนให้พ้นความทุกข์ได้มีความสุข พ้นความชั่วได้มีความดี พ้นความร้อนได้มีความเย็น พ้นความวุ่นได้มีความสงบ


สิ่งอื่นทั้งหลาย เหตุการณ์ทั้งหลาย ที่จะทำให้เกิดสุขเกิดทุกข์ เป็นต้น ไม่เป็นไปตามอำนาจความปรารถนาต้องการของผู้ใดทั้งสิ้น จะเกิดก็เกิด จะเป็นไปก็เป็นไป ความจริงนี้ทุกคนประสบพบผ่านอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าเสมอมา แต่หาได้พยายามทำให้เป็น ความรู้ความเข้าใจจริง คือไม่ทำให้เกิดเป็นปัญญารู้จริง เมื่อไม่เกิดปัญญารู้จริงก็ไม่เกิดผล ไม่เป็นคุณ ไม่เป็นประโยชน์แก่จิตใจ ไม่อาจช่วยให้พ้นทุกข์ได้


 ความสุขอย่างยิ่งของเราทุกคน อยู่ที่ใจดวงนี้


ใจเป็นสิ่งที่บังคับได้ด้วยการฝึก สามารถฝึกให้อยู่ในอำนาจได้


ใจนั้นฝึกอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น


ฝึกให้เป็นใจที่ดี...ก็จะเป็นใจที่ดี


ฝึกให้เป็นที่ร้าย..ก็จะเป็นใจที่ร้าย


ฝึกให้เป็นใจที่สงบเย็น..ก็จะเป็นใจที่สงบ


ฝึกให้เป็นใจที่วุ่น..ก็จะเป็นใจที่วุ่น


ฝึกให้เป็นใจที่สว่างด้วยปัญญา...ก็จะเป็นใจที่สว่างด้วยปัญญา


ฝึกให้เป็นใจที่มืดด้วยไม่มีปัญญา...ก็จะเป็นใจที่มืดด้วยไม่มีปัญญา


“ใจฝึกได้ บังคับได้ ถ้าตั้งใจฝึกให้จริง”


ความสุขอย่างยิ่งของเราทุกคน ไม่ได้อยู่ที่อะไรอื่นทั้งสิ้น แต่อยู่ที่ใจดวงนี้เท่านั้น พึงทำความเข้าใจให้ถูก หนทางดำเนินไปสู่การทำใจให้เป็นสุขนั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ชัดแจ้งหลายอย่าง สามารถเลือกให้เหมาะกับจริตนิสัยของตนได้

คัดย่อ : การวางตนให้งดงามตามฐานะ
             โดย...สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


ที่มา :  http://www.dhammajak.net/
เครดิตภาพ : Google




วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

ღ เหตุแห่งความกลัวตาย ღ


เหตุแห่งความกลัวตาย

โดย...พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก



แม้เราทุกคนจะรู้ดีว่าความตายเป็นของธรรมดาที่จะหลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่วายที่จะหวาดกลัวความตาย พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุที่ทำให้คนหวาดกลัวความตายไว้ดังนี้


“ ...บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความกำหนัดยินดี ชอบใจ มีตัณหาในกามทั้งหลายยังไม่หมดสิ้น เมื่อประสบกับความเจ็บไข้ป่วยหนัก บุคคลผู้นั้นก็มีความทุกข์วิตกอย่างนี้ว่า เราจะต้องละจากกามทั้งหลายอันเป็นของรักของเราไป จึงเศร้าโศกสะดุ้งกลัวต่อความตาย

บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความกำหนัดยินดี พอใจรักใคร่ในกาย เมื่อประสบกับความเจ็บไข้ป่วยหนัก บุคคลผู้นั้นก็มีความทุกข์วิตกอย่างนี้ว่า เราจะต้องละทิ้งกายอันเป็นของรักของเราไป จึงเศร้าโศกสะดุ้งกลัวต่อความตาย

บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ที่ไม่ได้ทำกรรมดีไว้ ไม่ได้สร้างกรรมอันเป็นกุศล อันจะเป็นที่พึ่งได้ไว้ แต่เป็นผู้ทำกรรมชั่ว สร้างบาปอกุศลไว้ เมื่อประสบกับความเจ็บไข้ป่วยหนัก บุคคลผู้นั้นก็มีความทุกข์วิตกอย่างนี้ว่า กรรมดีเราไม่ได้ทำไว้ คติที่ไปของสัตว์ทั้งหลายที่ไม่ได้ทำกุศลกรรมไว้ กรรมอันเป็นบาปได้กระทำไว้แล้วมากเพียงใด ตัวเราจะละโลกนี้ไปสู่ทุคติตามบาปกรรมที่ทำไว้ จึงเศร้าโศกสะดุ้งกลัวต่อความตาย

บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความเคลือบแคลงสงสัยในพระสัทธรรม เมื่อประสบกับความเจ็บไข้ป่วยหนัก บุคคลผู้นั้นก็มีความทุกข์วิตกอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีความเคลือบแคลงสงสัย ไม่แน่ใจในพระสัทธรรม จึงเศร้าโศกสะดุ้งกลัวต่อความตาย”

กล่าวโดยย่อ เหตุที่คนเราหวาดกลัวต่อความตายมี 4 ประการ คือ

1.เหตุเพราะตัณหาในกามคุณ 5 (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)

2.เหตุเพราะพอใจรักใคร่ในกาย ยึดมั่นถือมั่นในกายว่าเป็นเรา เป็นของเรา

3.เหตุเพราะไม่ได้สร้างกรรมดีไว้ จึงกลัวว่าตายแล้วจะไม่ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี หรือเหตุเพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงกลัวว่าตายแล้วจะตกนรก

4.เหตุเพราะไม่มีศรัทธาในศาสนาจึงขาดที่พึ่งทางจิตใจ

ด้วยเหตุ 4 ประการนี้ ทำให้บุคคลเกิดความกลัวเมื่อจะละจากโลกนี้ไป

ที่มา  :  หนังสือ “ใจดีสู้เสือ” มูลนิธิมายาโคตมี
เครดิตภาพ : Google

ღ ความอ่อนโยน ღ


โอบกอดความโกรธ ความทุกข์ ด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวล





“หายใจเข้า ฉันรู้ว่าความโกรธกำลังเกิดขึ้น
หายใจออก ฉันดูแลความโกรธของฉัน
หายใจเข้า ฉันรู้ว่าความโกรธนั้นยังอยู่ในตัวฉัน
หายใจออก ฉันโอบรับความโกรธด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวล”

นักฝึกปฏิบัติที่ดีจะไม่กดดัน เก็บกดความโกรธ หรือพยายามต่อสู้กับความโกรธ ที่กำลังปรากฏขึ้นมาในใจ เพราะนักปฏิบัติผู้นั้นรู้ดีว่าความโกรธก็คือตัวเขาเช่นเดียวกัน เราควรตระหนักรู้ถึงคงวามโกรธและโอบรับความโกรธนั้นด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวล



เหมือนคุณแม่ผู้เต็มไปด้วยความรักต่อลูก เริ่มที่จะอุ้มและกล่อมลูกในขณะที่ลูกร้องไห้(อารมณ์โกรธ/ทุกข์) เด็กนั้นก็เริ่มหยุดร้องไห้และสงบลง เพราะพลังของคุณแม่ที่ได้แผ่ซ่านเข้าไปในตัวลูกในกายของลูก คุณแม่อาจจะไม่ทราบว่ากำลังเกิดอะไรที่ผิดไป แต่การได้โอบอุ้มลูกเช่นนั้น ทำให้พลังที่ดีงามของคุณแม่ช่วยบรรเทาความทุกข์ให้กับลูกได้


เช่นเดียวกันกับนักปฏิบัติธรรม เมื่อรู้วิธีโอบอุ้มความโกรธ ความสิ้นหวัง ด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวล เราก็จะผ่อนคลายเปลี่ยนแปรสภาพตรงนั้นได้ ถึงแม้ว่าขณะนั้นเรายังไม่สามารถเข้าใจอย่างเต็มที่ถึงรากแห่งความโกรธ รากแห่งความสิ้นหวัง รากแห่งความทุกข์ แต่เมื่อไรที่เรารู้สึกโกรธ เป็นการดีกว่าที่เราจะไม่พูดหรือไม่ควรทำอะไรเลยทั้งสิ้น เราควรจะกลับไปสู่บ้านที่แท้จริงในตัวเองและดูแลรักษาตัวเราเองให้ดี
เช่นเดียวกันเมื่อบ้านของเราถูกไฟไหม้ เราจะไม่พยายามวิ่งไปหาว่าใครเป็นคนวางเพลิงบ้านของเรา แต่ช่วงขณะนั้นเราจะหาวิธีทำอย่างไรที่จะดับไฟที่กำลังไหม้บ้านของเราอยู่



**ขอให้เราปล่อยความโกรธ ความกลัวเหล่านั้นได้รดน้ำอยู่ในพลังแห่งสติ เป็นสิ่งที่ประเสริฐมากที่เราสามารถโอบรับโอบอุ้มความโกรธ ความกลัวของเราด้วยพลังแห่งสติ แล้วเราจะรู้สึกดีขึ้นอย่างทันทีทันใด เราอาจใช้เวลาในการโอบรับความเจ็บปวด ความเศร้าโศกนั้น นั้นเท่านาน เท่าที่ความรู้สึกเรานั้นต้องการ แล้วเราจะรู้สึกดีขึ้นเอง


ดังนั้นเราจะไม่มีความกลัว ต่ออารมณ์โกรธ ความเจ็บปวดต่างๆ เมื่ออารมณ์เหล่านั้นปรากฏขึ้นมา เราจะดูแลด้วยพลังแห่งสติ ด้วยความรัก ความเมตตา
 
***ศัตรูของเรามาในชื่อของความเกลียดชัง ศัตรูของเรามาในชื่อของอุดมการณ์ ศัตรูของเรามาในชื่อของความทะยานอยาก ศัตรูของเราไม่ใช่มนุษย์ด้วยกันเอง เพราะถ้าเราฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองแล้วเราจะอยู่กับใคร



ถาม ตามที่ท่านกล่าวว่า เราควรปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้นมาโดยเอาพลังแห่งสตินั้นไปตระหนักรู้พร้อมกับโอบกอดเหมือนกับคุณแม่กำลังโอบอุ้มเด็กน้อย ถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่ทำให้พลังความโกรธนั้นมีมากเกินไป เกินกว่าที่เราจะรับได้หรือเราควรปฏิเสธที่จะอุ้มมันไว้ ไม่ควรเป็นเช่นนั้นหรือ


ตอบ เพราะเราสะสมพลังแห่งความโกรธ เมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธนั้นจึงมีมากเหลือพรรณนา แต่เรายังไม่เริ่มปฏิบัติเจริญสติเลยเมล็ดพันธุ์แห่งสติของเรายังเล็กและพลังน้อยมาก แน่นอนที่เมื่อพลังแห่งความโกรธผุดขึ้นมาเราจะรับมันไม่ได้ เราจะโอบอุ้มมันไม่ได้ สิ่งเดียวที่ต้องทำคือ ควรเร่งฝึกปฏิบัติเจริญสติเท่านั้นเอง



----------------------- จากหนังสือ กลับบ้านที่แท้จริงกับ ติช นัท ฮันห์------------------------


ที่มา : http://board.palungjit.com
เครดพภาพ : Google

ღ ติดดี ღ


ติดดี

โดย...พระไพศาล วิสาโล



ความคิดความสามารถในทางจิตใจนั้น
มักเป็นหลุมพรางให้เราหลงติดกับดักของกิเลสอีกชนิดหนึ่ง
ที่ละเอียด และแนบเนียนยิ่งกว่า ความโลภ และความโกรธ
นั่นคือความถือตัวหลงตน ความสำคัญตนว่าเป็นคนดี มีคุณธรรม

เมื่อใดที่เราสำคัญตนว่าเราเป็นคนดี คนอื่นก็ดูด้อยกว่าเราไปหมด
(ยกเว้นคนที่ทำตัวได้ดีกว่าเรา) ถ้าไม่เหม็นเบื่อคนอื่น
ก็มักจะมีอาการสงสาร อยากจะสอนอยากชี้แนะอยู่ร่ำไป

ขณะเดียวกันจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ก็มักจะหาโอกาสแสดงตน
ให้ผู้อื่นเห็นความดีความสามารถของเราอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ครั้นผู้คนยอมรับนับถือความดีของเรา เราก็มีภาพพจน์ที่จะต้องรักษา
แต่ขึ้นชื่อว่าภาพพจน์แล้ว ก็ล้วนเป็นภาระที่ต้องแบกต้องหามทั้งนั้น
เราทนไม่ได้หากคนอื่นจะเห็นความอ่อนแอ หรือความเห็นแก่ตัวของเรา

ดังนั้นจึงต้องปกป้องตนเองอยู่เสมอ บ่อยครั้งต้องทุ่มเถียงเป็นวรรคเป็นเวรว่า
ฉันไม่ได้โกรธ ไม่ได้พูดโกหก ไม่ได้เห็นแก่ตัว ฯลฯ
ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือหากคนเราจะโกรธ จะพลั้งเผลอ
หรือมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้างตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่

เมื่อมีภาพพจน์ว่าเป็นคนดีแล้ว เราก็มีภาระที่จะต้องทำตัวให้เป็นคนน่ารัก
ยิ้มแย้มแจ่มใส ยิ่งเป็นที่นับถือรักใคร่ของคนทั่วไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพลิดเพลิน
จนทำตัวให้เกินเลยจากที่ตัวเองเป็นมากเท่านั้น

นานเข้าก็หลงเชื่อว่าตนเป็นอย่างที่คนอื่นนึกว่าเป็นจริง ๆ
เราจึงมิได้เป็น "พระเอก" หรือ "นางเอก" ในสายตาของคนรอบข้างเท่านั้น
หากยังเป็นพระเอกนางเอกในความรู้สึกของตนเองอีกด้วย

แต่พระเอกนางเอกนั้นมีอยู่แต่ในหนัง ในชีวิตจริงทุกคน
ก็มีความเข้มแข็ง ความอ่อนแอ ความดี ความไม่ดี คละเคล้ากันไป

ถ้าหลงตนว่าเป็นพระเอกนางเอกเสียแล้ว เราไม่เพียงแต่จะหลอกตนเองเท่านั้น
หากยังหลอกผู้อื่น ตอนแรกก็ปกป้องตนเองด้วยการปกปิดจุดอ่อนจุดเสีย
แต่ตอนหลังก็ถึงกับบิดพลิ้วความจริง จนกลายเป็นคนฉ้อฉลไปโดยไม่รู้ตัว

คุณธรรมความดีนั้น หากเราไม่เท่าทัน เกิดไปหลงติดเข้า
ก็อาจพาชีวิตหลงทิศหลงทาง จนถึงขั้นทำสิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าการพูดปด
เพื่อรักษาภาพพจน์เสียอีก คนที่คิดว่าตนเป็นคนเมตตา รังเกียจการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

ถ้าไม่ระวังตัว ก็อาจเป็นฆาตกรเสียเองเพราะจงเกลียดจงชังคนที่ไม่มีเมตตาเหมือนตน
สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เราพึงทำความดี ยิ่งกว่าที่จะทำตนเป็นคนดี
ความดีนั้นมีไว้สำหรับกระทำ มิใช่มีไว้เพื่อใช้เปรียบเทียบตนกับผู้อื่น
หรือเพื่อแบกหามล่ามโซ่ตนเอง

ความดีนั้นเอื้อให้เกิดสุข และความสุขก็ช่วยให้เรามั่นใจในการทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
แต่เมื่อใดที่ยึดติดกับความดี เพราะหลงใหลในเกียรติยศชื่อเสียง
และความนับหน้าถือตาของผู้อื่นแล้ว
ความดีนั้นเองจะทิ่มแทงขบกัด และอาจถึงขั้นทำลายเราในที่สุด

คนเป็นอันมากทุกข์ใจ เพราะดีได้ไม่ถึงขนาด
พ่อแม่กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะลูกดีไม่ได้ดังใจ
ทั่วทุกหนแห่งมีแต่คนท้อแท้ผิดหวัง เพราะไม่มีใครเห็นความดีของตน
ไม่ใช่ความน้อยเนื้อต่ำใจในความดีที่ถูกเมินเฉยดอกหรือ
ที่ผลักไสให้คนแล้วคนเล่าฆ่าตัวตาย

อันตรายของความดีนั้น อยู่ตรงที่ทำให้เราหลงตนลำพองใจได้ง่าย

ดังนั้นการมีสติเท่าทันในการทำความดีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

แม้จะแน่ใจว่าทำดีด้วยใจบริสุทธิ์ แต่ก็ยังต้องระวังผลจากการทำความดีนั้นด้วย
ไม่ว่าจะเป็นผลโดยตรงหรือผลพลอยได้ โดยเฉพาะความสำเร็จ
ภาพพจน์ชื่อเสียง และการยอมรับนับถือจากคนรอบข้าง
หากเพลิดเพลินยินดีในสิ่งนั้นเมื่อไร เราก็ไม่ต่างจากปลาที่หลงฮุบเหยื่อ

บ่อยครั้งไม่มีอะไรดีกว่าการกำราบ หรือทรมานอัตตาตนเอง ยิ่งติดในภาพพจน์ตนเองมากเท่าไรก็ยิ่งสมควรทำอะไรเชย ๆ เปิ่น ๆ เสียบ้าง จะได้ดัดนิสัยชอบวางมาดวางฟอร์มให้เข็ดหลาบ
การทำตนเป็นคนขลาดกลัวช้างป่าให้ใครต่อใครเห็น
บางทีก็ฝึกฝนจิตใจได้ดีกว่าการทำตัวเป็นคนสงบไม่หวั่นไหวต่อแผ่นดินไหว

ถ้าหลงใหลในตนเองมากไปแล้ว ก็หัดหัวเราะเยาะตัวเองบ้าง
เวลาพลั้งเผลอปล่อยไก่ต่อหน้าธารกำนัล จะได้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหน้าเสียศักดิ์ศรี
แต่กลับถือเป็นเรื่องน่าหัวไปเสีย

ถ้าทำเช่นนี้ได้ ชีวิตจะไม่เครียด เพราะมีมุขมีเกร็ดให้แอบหัวเราะคนเดียวได้เรื่อยไป
และเมื่อถึงเวลาเป็นงานเป็นการ ใจเราจะเปิดกว้างมากขึ้นต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์
คนเราถ้าไม่คิดเป็นพระเอกนางเอกอยู่ร่ำไป ก็พร้อมจะยอมรับข้อผิดพลาด
และมองหาจุดอ่อนของตน แทนที่จะเอาแต่โทษคนอื่น
หรือคอยจับผิดเพื่อนร่วมงานอยู่ท่าเดียว

ในนิยายกำลังภายในหลายเรื่อง พรรคเทพมักเป็นตัวร้าย
ขณะที่พรรคมารกลับกลายเป็นผู้ทรงคุณธรรม

ในชีวิตจริง ก็มักเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะความเป็นเทพชวนให้เกิดความลำพอง
และฉ้อแลได้ง่ายด้วย ถือว่าถ้าเจตนาดีแล้ว จะใช้วิธีเลวร้ายอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น


ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครยอมเชื่อดอกว่าเราจะทำตัวเลวร้ายอย่างนั้นได้

ถ้าเลิกความเป็นเทพเสียได้ แต่ไม่ต้องถึงกับไปเป็นมารดอก
เพียงแต่คืนสู่ความเป็นคนธรรมดาสามัญ รู้เท่าทันตนเองเท่านั้น
ชีวิตก็จะน่าอภิรมย์ และเป็นสุขอย่างยิ่ง

ที่มา : http://board.palungjit.com
เครดิตภาพ : Google

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

ღ มหัศจรรย์ความทุกข์ ღ

มหัศจรรย์ความทุกข์
 



















ใครหลายคนชอบคิดไปไกล
ในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง...

สิ่งที่ยังไม่เกิด ความคิดนี่แหละ
ที่บั่นทอนพละกำลังส่วนหนึ่งของความสุขที่ควรจะเกิด ควรจะมี ให้ลดน้อยลงไป
บางขณะ เราน่าจะทำชีวิตให้ดีกว่านั้นได้ง่ายๆ
แต่เพราะความคิด ความกังวล

ทำให้สิ่งที่น่าจะง่าย กลายเป็นสิ่งยุ่งยาก
ถ้าความคิดบางอย่าง ยิ่งคิด ยิ่งเศร้า ยิ่งทำให้กังวล
ยิ่งไม่มีความสุข ยิ่งหวาดกลัววันข้างหน้า ก็อย่าไปคิดมันเลย
แค่ทำวันนี้ให้มีความสุข ทำให้ดีที่สุดกับเวลานี้ที่มีโอกาสนี้...
บางที ใครจะรู้ว่า อะไรๆที่ไปกังวลนั้น อาจจะมาไม่ถึงก็ได้..

ชีวิตอาจไม่ยาวนานถึงขนาดนั้น
ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้ จะตื่นหรือเปล่า
อย่ากังวลกับอะไรที่ยังมาไม่ถึง...
มองวันนี้ ทำวันนี้ มีความสุขกับทุกวินาทีนี้ .....
ที่ยังหายใจอยู่ดีกว่า เวลามีพอเสมอสำหรับความสุข .

ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ ชีวิตที่พบความทุกข์ เป็นชีวิตที่แท้...
ไม่มีความทุกข์ก็ไม่มีการเติบโต
ความทุกข์เป็นพลังขับเคลื่อนให้หลายอย่างเกิด
ไม่มีใครไม่มีความทุกข์ เพราะนั่นคือการเป็นชีวิต


ความทุกข์สอนให้แต่ละคนเข้มแข็งในแง่มุมต่างๆ
ถ้าความทุกข์ไม่เข้ามาหา ก็จะไม่รู้ว่า ความสุขที่แท้เป็นอย่างไร
ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่รู้จักความสุข......
เพราะความทุกข์พิสูจน์ความเป็นคน อ่อนแอ หรือเข้มแข็ง
ความทุกข์เป็นสิ่งท้าทายความสามารถ.....

ต่างจากความสุข ที่ทำให้อ่อนแอ มองโลกง่ายๆ แคบๆ
ความสุขเหมือนฝนพรำสาย
อ่อนโยน งดงาม บางเบา แต่ว่างเปล่า ไม่มีการเรียนรู้ใดในความสุข.......
เมื่อใดที่มีความทุกข์ ควรยิ้มรับ และคิดว่าโชคดีที่ได้เจอความทุกข์
ได้เรียนรู้การแก้ปัญหา ได้สงบ ได้สติ ได้ความนิ่ง ได้รู้จักโลก รู้จักตัวเอง
รู้จักการเติบโตทุกๆก้าว
ให้กำลังใจตัวเองมากๆ บอกตัวเองว่า

โชคดีที่วันนี้มีความทุกข์
เพราะเมื่อผ่านความทุกข์ ความสุขก็จะรออยู่เบื้องหน้า...
จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต.

ที่มา : www.atcloud.com
เครดิตภาพ : Google

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

ღ คติธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ღ


คติธรรมคำสอน

โดย..หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต



ธรรม เป็นเครื่องปกครองสมบัติและปกครองใจ

ถ้าขาดธรรมเพียงอย่างเดียว
ความอยากของใจจะพยายามหาทรัพย์
ได้กองเท่าภูเขาก็ยังหาความสุขไม่เจอ

ไม่มีธรรมในใจเพียงอย่างเดียว
จะอยู่ในโลกใด กองสมบัติใด ก็เป็นเพียงโลก
เศษเดนและกองสมบัติเดนเท่านั้น
ไม่มีประโยชน์อะไรแก่จิตใจแม้แต่นิด

ความทุกข์ทรมาน ความอดทน
ทนทาน ต่อสิ่งกระทบกระทั่งต่างๆ
ไม่มีอะไรจะแข็งแกร่งเท่าใจ

ถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทาง
ใจจะกลายเป็นของประเสริฐ
ให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจต่อเรื่องทั้งหลาย

ที่มา : www.84000.org
เครดิตภาพ : Google











ღ เห็นทุกข์ เห็นธรรม ღ

เห็นทุกข์ เห็นธรรม

โดย...พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ


มีคำกล่าวว่า ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม คำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร


โดยปกติแล้วคนเราเมื่อมีความสุข ก็หลงอยู่ในความสุขที่ตนมีอยู่ มีความประมาทว่าสถานภาพเช่นนี้คงจะดำรงอยู่ไป


เรื่อยๆ ไม่เสื่อมทราม จึงไม่สนใจที่จะศึกษาธรรมะ เพราะไม่เข้าใจว่าธรรมะคืออะไร

ความไม่เข้าใจดังกล่าว ประกอบกับมีความเห็นผิด จึงดูหมิ่นดูแคลนธรรมะหรือดูหมิ่นดูแคลนพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ ตลอดจนผู้ปฏิบัติธรรม

ครั้นเมื่อตนมีทุกข์ เป็นต้นว่า ต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักหรือของรัก เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ถูกเขาโกง ถูกเขากลั่นแกล้งให้ร้าย กดขี่ข่มเหง ธุรกิจตกต่ำ มีหนี้สินมากฯลฯ ก็หาทางดับทุกข์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เข้าหาอบายมุข หาหมอดูเจ้าเข้าทรง บนบานศาลกล่าว สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม เปลี่ยนชื่อ ตั้งศาลพระภูมิ เปลี่ยนฮวงจุ้ย สารพัดอย่าง จนในที่สุดเมื่อวิธีการต่างๆดังกล่าวไม่อาจแก้ทุกข์หรือปัญหาที่มีอยู่ได้ ที่สุดก็หันมาพึ่งธรรมะ บางคนบวช บางคนปฏิบัติธรรม

เมื่อเข้ามาสู่กระแสธรรม ทุกข์นั้นก็บรรเทาเบาบางลงได้หรือดับลงได้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น


การเรียนรู้ธรรมะก็คือการเรียนรู้ความเป็นจริงของชีวิต


การปฏิบัติธรรม ก็คือการฝึกใจให้ยอมรับความเป็นจริงของชีวิต


ความเป็นจริงของชีวิตคืออะไร

ชีวิตของเรามีร่างกายกับจิตใจ ร่างกายของทุกคนมีทุกข์ติดมาด้วย เป็นต้นว่า ต้องหิว ต้องขับถ่าย ต้องปวดเมื่อยเมื่อยอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ต้องเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก ต้องง่วงเป็นต้น

ทุกข์ดังกล่าวมีอยู่ทุกวัน เราบำบัดได้ง่าย หรือป้องกันก่อนที่ทุกข์นั้นจะเกิดขึ้นก็ได้ เช่น กินก่อนหิว ขับถ่ายก่อนปวด เปลี่ยนอิริยาบถก่อนปวดเมื่อย พักผ่อนก่อนเหนื่อยล้า นอนก่อนง่วง เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ความทุกข์ ทั้งๆ ที่อาการเหล่านี้เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งของร่างกาย


สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นความทุกข์ทางกายก็คือ ความแก่ ทำให้อวัยวะบางอย่างเสื่อม ไม่สามารถใช้การได้ตามปกติ ทำให้ช่วยตัวเองไม่ได้ ความเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ทำให้เจ็บปวด ได้รับความทุกข์ทรมานและความตาย ซึ่งคนทั่วๆ ไปไม่อยากตาย เพราะไม่อยากพลัดพรากจากของรักของหวง


แต่ทุกคนก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตายด้วยกันทั้งนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อมีร่างกาย จึงมีความทุกข์ติดมากับร่างกายด้วยจะปฏิเสธไม่เอาทุกข์ไม่ได้เลย


หันมาดูจิตใจของเรา ธรรมชาติของจิตมีหน้าที่อยู่ 4 อย่าง คือ รับรู้ สิ่งต่างๆ ที่มากระทบโดยอาศัยประสาทสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อรับสิ่งใดก็จำ ในสิ่งนั้น รู้สึก ต่อสิ่งนั้น และคิด ต่อสิ่งนั้น

ร่างกายไม่มีความคิด จึงแสดงออกในสิ่งที่เป็นอยู่อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีมารยา เช่นหิวก็แสดงอาการว่าหิว ง่วง เหนื่อยล้าเจ็บป่วย ก็แสดงอาการนั้นๆ ออกมาให้เห็น เป็นต้น


ตรงข้ามกับจิตใจ ซึ่งมากด้วยมารยา เพราะถูกกิเลสตัณหาชักนำไป ให้ลุ่มหลงในสิ่งต่างๆ มากด้วยอคติ ไม่มีความเที่ยงธรรม อยากได้อยากมีอยากเป็น ในสิ่งที่ชาวโลกเขาชื่นชมนิยมกัน ครั้นได้ มีเป็นในสิ่งที่ปรารถนา ก็หลงยึดติดในสิ่งนั้น ไม่อยากให้สิ่งดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม ครั้นเมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนไปในทางที่ตนเสียประโยชน์ก็มีความทุกข์ นอกจากนี้เมื่อปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์


โดยที่ความต้องการของคนไม่มีที่สิ้นสุด และสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการก็ไม่มีจริงในโลกเช่น ต้องการให้สิ่งที่ตนรักพอใจดำรงอยู่เช่นนั้นตลอดไป ไม่ต้องการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักพอใจ ความต้องการเช่นนี้ไม่มีอยู่จริง เพราะทุกๆสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะร่างกายของเรา เปลี่ยนแปลงไปสู่ความแก่ ความเจ็บ และความตาย จิตใจของคนอันสะท้อนออกมาเป็นนิสัยใจคอและพฤติกรรม เปลี่ยนแปลงไปตามกิเลสตัณหาที่คอยบงการ จะยึดถือว่าต้องเหมือนเดิมไม่ได้เลย ส่วนวัตถุสิ่งของที่ตนครอบครองอยู่ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเก่า ความชำรุดทรุดโทรม ที่สุดก็ต้องพังลงไปเป็นธรรมดา


ชีวิตของปุถุชนจึงมาด้วยความทุกข์ บางคนอยู่กับทุกข์โดยไม่รู้ว่ามีความทุกข์ บางคนเมื่อมีทุกข์เกิดขึ้นอย่างรุนแรงแล้ว ก็ไม่สามารถดับทุกข์ของตนได้ ตรงข้าม กลับทำร้ายตนให้ทุกข์ยิ่งขึ้นไปอีก


ทุกข์ของชาวโลกเพราะมีใจเห็นผิด มีมิจฉาทิฐิ หรือมีความเห็นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางธรรม

ความเป็นจริงทางธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เป็นสากล เป็นจริงทุกกาลสมัยและเป็นจริงต่อมวลมนุษยชาติทุกศาสนา ทุกเผ่าพันธุ์ ความเป็นจริงที่ว่านี้ คือ

1. ทุกชีวิตเกิดมามีทุกข์เป็นพื้นฐาน ไม่มีใครหนีทุกข์ไปได้ แต่หากมีปัญญาก็จะดับทุกข์ลงได้ ทุกข์กายนั้นเป็นเรื่องของสังขารที่ต้องแก่ เจ็บ ตาย ส่วนทุกข์ใจเป็นเรื่องของกิเลสตัณหา ธรรมะช่วยพัฒนาจิตให้มีปัญญาสู้กับกิเลสตัณหาได้ เมื่อจิตมีปัญญาที่เข้มแข็ง ก็จะไม่ทุกข์ใจ แม้ร่างกายเป็นทุกข์ ใจก็จะไม่ทุกข์


2. ทุกชีวิตสร้างกรรมดีและกรรมชั่ว ซึ่งตนจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ทั้งกรรมเก่าในอดีตชาติที่ยังให้ผลอยู่ และกรรมในชาติปัจจุบันที่ได้ทำไว้ ไม่มีใครสามารถแบ่งเบาหรือรับกรรมแทนกันได้

3. สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ไม่สามารถบังคับได้อย่างใจปรารถนา ว่าขอให้สิ่งทั้งหลายจงเป็นไปอย่างที่ตนพอใจ และอยู่อย่างนั้นนานๆเถิด อย่าได้เป็นไปในสิ่งที่ตนไม่ต้องการเลย


การรู้ความเป็นจริง ฝึกใจยอมรับความเป็นจริง ใจจะปล่อยวางความยึดมั่นสำคัญผิดเป็นเหตุแห่งทุกข์ นอกจากนี้ใจจะยกระดับขึ้นสู่การพัฒนา มีความเกรงกลัวต่อบาป ละอายต่อบาป ขจัดอารมณ์โกรธให้เบาลง มีความอดทนอดกลั้นมากขึ้น ลดความเห็นแก่ตัวจ ะทำประโยชน์ให้ตนเองและผู้อื่นมากขึ้น

ธรรมะเป็นเสมือนแสงสว่าง ที่ให้คนได้เห็นทางเดิน นำไปสู่สันติสุขของชีวิต

ที่มา : www.kanlayanatam.com
เครดิตภาพ : Google