รู้เอง เห็นเองด้วยปัญญา
ทุกขเวทนา..ไม่ใช่ตัวตน…เป็นทุกขลักษณะ…เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย…เพราะสิ่งนี้มี จึงเกิดสิ่งนี้…เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ…
จิต..ไม่ใช่ตัวตน แต่จิตอาศัยธาตุ๔ และขันธุ์๕ อยู่ ชั่วคราว
จิต…ไม่ใช่ขันธุ์๕ ….ขันธุ์๕ ไม่ใช่จิต…ขันธุ์๕ ไม่ใช่ตัวตน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิต เป็นกระบวนการของขันธุ์๕….ไม่ใช่ของจิต
เพ่งดูให้ชัด…พิจารณาให้เห็น และยอมรับที่มันเป็นเช่นนั้น…เพราะความแปรปรวน ความไม่เที่ยงของขันธุ์๕ จึงทุกข์…
ขันธุ์๕ เป็นทุกข์ ขันธุ์๕ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา…เป็นสภาวะที่อาศัยกันเกิดขึ้น…
ใช้ปัญญาทบทวนเช่นนี้อยู่บ่อยๆ…พิจารณาอยู่เสมอ..แยกทุกข์ออกจากจิต…แยกจิตออกจากนามปรุงแต่ง…
เมื่อเกิดทุกข์เวทนา …เพราะเมื่อรู้ว่าขันธุ์คเป็นตัวทุกข์ จิตก็หลงคิดว่าขันธุ์๕เป็นของตน….ใช้ปัญญาสอนจิตเนืองๆ
การปฏิบัติภาวนาที่มีสมาธิเป็นพื้นฐาน พิจารณาเห็นตามความเป็นจริงได้ง่าย….
เมื่อจิตถูกกระทบกระเทือนหวั่นไหว…ก็รู้ว่ากายก็หวั่นไหวตาม คือการเต้นของชีพจรแรงขึ้น ถี่ขึ้น…ตามสภาวะที่มากระทบนั้น …
จิตเชื่อมส่งถึงกาย…ทางกระแสประสาทอัตโนมัติ….เห็นกายทำงาน…ทำจิตให้นิ่งสงบไว้…กายก็จะสงบลงตามมา..
เปรียบเหมือนรถวิ่งมาด้วยความเร็ว…เมื่อมีเหตุให้ต้องแตะเบรค…แรงส่งของรถก็ยังคงมีอาจทำให้ล้อรถลื่นไหลไปข้างหน้า..จึงหยุดสนิท
เห็นเวทนาเกิด…เห็นจิต…เห็นกาย….เห็นธรรม….ยิ่งนานวันจะเห็นสภาวะที่ละเอียดขึ้น…
ที่มา : www.waewdao11.wordpress.com
เครดิตภาพ : Google
สุขเพราะละ
โดย...พระไพศาล วิสาโล
ในทัศนะของคนทั่วไป ความสุขของชีวิตอยู่ที่การมีหรือหามาได้มาก ๆ ไม่ว่าทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ อำนาจ ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นสุขมากเท่านั้น ความสำเร็จหรือความเจริญก้าวหน้าก็เช่นกัน วัดกันที่ตรงนั้น ถ้ามีเงินมากขึ้น มีรถยนต์เพิ่มขึ้น มีบ้านหลังใหญ่ขึ้น หรือมีตำแหน่งที่สูงขึ้น ก็ถือว่ามีความสำเร็จและเจริญก้าวหน้ามากกว่าเดิม
ความสุขทางใจหรือความสุขทางธรรมนั้นสวนทางกับความสุขทางโลก คนเราจะพบกับความสุขทางใจได้ต่อเมื่อรู้จักลดละหรือสละออกไป เริ่มจากการสละหรือให้สิ่งของที่มีอยู่แก่ผู้อื่น เมื่อเราให้ทานหรือบริจาคข้าวของเงินทอง เราย่อมรู้สึกปีติยินดี โดยเฉพาะเมื่อเห็นผู้รับมีความสุข เราก็พลอยมีความสุขด้วย คนที่คิดแต่จะเอาเข้าตัวอย่างเดียว จะไม่มีวันรู้จักความสุขชนิดนี้ เพราะถูกความเห็นแก่ตัวครอบงำ
การให้หรือสละสิ่งของนอกจากเป็นการลดความเห็นแก่ตัวแล้ว ยังเป็นการลดความยึดติดถือมั่นในทรัพย์ด้วย ยิ่งของนั้น ๆเป็นสิ่งที่เรารักหรือหวงแหนมากเท่าไร การสละออกไปก็ยิ่งทำให้ความยึดมั่นใน “ของกู”เบาบางลงมากเท่านั้น เป็นการฝึกฝนจิตใจให้รู้จักปล่อยวาง จึงช่วยให้เรามีความสุขใจได้ง่ายขึ้น เพราะหากมีเหตุให้ต้องสูญเสียทรัพย์ เราก็จะปล่อยวางได้รวดเร็ว ไม่มัวเศร้าโศกเสียใจหรือหวนหาอาลัย หรือเป็นทุกข์สองต่อ คือ นอกจากเสียของแล้ว ยังเสียอารมณ์อีกต่างหาก
นอกจากความยึดติดถือมั่นในทรัพย์แล้ว ความยึดติดในอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความโกรธเกลียด ความคับแค้นข้องขัด ความน้อยเนื้อต่ำใจ ก็เป็นสิ่งที่ต้องลดละด้วยจึงจะทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง การลดละอย่างหลัง ทำไม่ได้ด้วยการให้ทาน แต่ต้องอาศัยวิธีการอื่น ได้แก่ การควบคุมกายวาจาไม่ให้ทำตามอำนาจของอารมณ์ และการฝึกจิตให้เป็นอิสระหรือปล่อยวางอารมณ์เหล่านั้นได้ วิธีการดังกล่าวก็คือ ศีล และ ภาวนา นั่นเอง
จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติธรรมหรือการทำบุญในพุทธศาสนา ล้วนเป็นไปเพื่อการลดละหรือสละวางสิ่งซึ่งก่อความข้องขัดในจิตใจ ซึ่งมีแก่นแกนอยู่ที่ความยึดติดถือมั่นในตัวตน หรือยึดมั่นว่าเป็น “ตัวกู ของกู” ความยึดติดถือมั่นดังกล่าวแสดงอาการออกมาในหลายรูปลักษณ์ เช่น อยากได้ไม่รู้จักพอ (ตัณหา) อยากใหญ่ใคร่เด่น(มานะ) และติดยึดในความเห็นของตน(ทิฏฐิ) ตราบใดที่ยังมีความยึดติดถือมั่นในตัวตนอย่างแน่นหนา ก็ยากจะมีความสุขใจได้ แม้มีวัตถุพรั่งพร้อมและมีอำนาจล้นแผ่นดินก็ตาม
ความสำเร็จทางโลกนั้นมุ่งที่การแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มาครอบครองให้มากที่สุด สิ่งที่มักตามมาก็คือ ความยึดติดถือมั่นในตัวตนเพิ่มพูนมากขึ้น ทำให้เกิดความอยากได้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่มีความสุขกับสิ่งที่มี ขณะเดียวกันก็เกิดความหลงตัวว่าเก่งและสูงเด่น รวมทั้งยึดมั่นในความเห็นของตนเหนียวแน่นกว่าเดิม ซึ่งมักนำไปสู่การวิวาทบาดหมางและทะเลาะวิวาท ดังนั้นจึงมักมีเรื่องร้อนใจอยู่เนือง ๆ สุขแต่กาย แต่ใจไม่เป็นสุข
อย่างไรก็ตามใช่ว่าใครมาปฏิบัติธรรมแล้วจะพบกับความสุขใจไปเสียหมด ก็หาไม่ ตราบใดที่การกระทำดังกล่าวไม่ได้ช่วยลดละความยึดติดถือมั่นในตัวตน หรือตัณหา มานะ ทิฐิเลย จิตใจก็ย่อมรุ่มร้อน ข้องขัด หาความสงบเย็นได้ยาก
มีคนจำนวนไม่น้อยเมื่อให้ทาน ใจก็ไม่ได้ลดละ กลับอยากได้มากขึ้น เช่น ทำบุญถวายสังฆทาน ก็อธิษฐานขอให้มั่งมี ได้โชคลาภ หาไม่ก็อยากประกาศให้สาธารณชนรู้ว่าตนเป็นคนใจบุญ บางคนชอบทำบุญ แต่ไม่อยากอุทิศส่วนบุญให้ใคร เพราะกลัวว่าบุญของตนจะเหลือน้อยลง
ส่วนใครที่เคร่งศีลหรือขยันทำสมาธิภาวนา แล้วเกิดความหลงตน รู้สึกว่าตนเองบริสุทธิ์กว่าคนอื่น หรือเหยียดผู้อื่นว่าด้อยกว่าตน อย่างนี้ก็ยากจะมีความสุขใจได้ เพราะมีมานะแน่นหนา ตัวตนใหญ่ขึ้น ไม่ถือว่ามีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ เพราะแทนที่กิเลสจะลดลง กลับพอกพูนมากขึ้น พระพุทธองค์ถึงกับตรัสว่า บุคคลที่เคร่งในศีลวัตร หรือได้คุณพิเศษทางจิต เช่นได้ฌานสมาบัติ แต่หากเกิดความรู้สึกลำพองใจว่าฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนคนอื่นไม่ได้เป็นอย่างฉัน เกิดอาการยกตนข่มผู้อื่นแล้ว ล้วนเป็น “อสัตบุรุษ”ทั้งสิ้น
ทาน ศีล ภาวนา นั้น เป็นเสมือนเครื่องขัดเกลากิเลสออกไปจากจิตใจ ยิ่งขัดเกลามากเท่าไร จิตใจก็จะงดงามผ่องแผ้วมากเท่านั้น ไม่ต่างจากหินก้อนโตเทอะทะผิวหยาบ เมื่อถูกช่างแกะสลักเอาส่วนเกินออกไป สิ่งที่เหลือคือองค์พระปฏิมาอันงดงาม
หากให้ทาน รักษาศีล บำเพ็ญภาวนาแล้ว กิเลสไม่ได้ลดลง ยังมีความยึดติดถือมั่นในตัวตนแน่นหนา ก็แสดงว่าทำผิดแล้ว หรือพูดให้ถูกต้องกว่านั้นก็คือ “ทำผิดในสิ่งที่ถูก” ความดีนั้นหากทำไม่ถูก วางใจไม่เป็น มันก็เป็นโทษแก่ตนเองได้ ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงเตือนเสมอว่า ระวังอย่าให้ความดีกัดเจ้าของ
ไหน ๆ จะทำความดีแล้ว ก็ควรทำโดยมุ่งลดละหรือสกัดส่วนเกินที่พอกหุ้มจิตใจออกไป เช่น เวลาทำบุญก็นึกถึงประโยชน์ของผู้รับเป็นสำคัญ ไม่นึกปรารถนาอะไรให้ตัวเอง หรือถ้าจะตั้งจิตปรารถนา ก็ขอให้กิเลสลดลง ความโลภเบาบาง ในทำนองเดียวกันเมื่อรักษาศีล ก็อย่าไปเพ่งโทษหรือจับผิดคนอื่น แต่หันมาดูใจของตนเองว่ากิเลสหรือมานะเพิ่มพูนขึ้นหรือไม่ เมื่อทำสมาธิภาวนาก็อย่ามัวเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น แม้จะได้ความสงบก็ไม่ควรประมาทหรือหลงดีใจ เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า ความยึดติดถือมั่นในตัวตนลดลงหรือไม่ ถ้ายึดติดถือมั่นในตัวตนมากขึ้น ก็ถือว่าถอยหลัง
ผู้ที่ลดละความยึดติดถือมั่นในตัวตนได้เป็นลำดับ จิตใจจะสงบเย็นและเป็นสุขมากขึ้น เป็นความสุขที่มาจากภายใน ทำให้พึ่งพาวัตถุหรือสิ่งภายนอกน้อยลง ผลที่ตามมาก็คือ อยู่ง่ายกินง่าย บุคคลที่ลดละได้อย่างสิ้นเชิง แม้มีข้าวของไม่กี่ชิ้นก็มีความสุขล้นเหลือ ตรงข้ามกับคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในทางโลก ยิ่งมีมากแต่ความสุขกลับลดลง
ที่มา : www.visalo.org
เครดิตภาพ : Google
รู้ทันกิเลส
โดย...พระไพศาล วิสาโล
ใจนี้เป็นใหญ่ แต่หากว่าเราเปิดช่องให้กิเลสครองใจ กิเลสก็กลายเป็นใหญ่แทน ถึงตอนนั้นแล้วใจก็ต้องคล้อยตามกิเลส ธรรมชาติของใจ โดยเฉพาะใจที่ไม่มีการอบรม มักคล้อยตามกิเลส ยิ่งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้น ยั่วยุ ปลุกเร้า ก็จะทำให้คนเราหลงตามกิเลสไปไม่มีที่สิ้นสุด
การที่เรามีสติ รู้ทันกิเลส ทำให้กิเลสเบาบางและดับไป บางคนอาจจะถามว่า ทำไมโกรธ รู้ว่าโกรธแล้วทำไมยังไม่หายโกรธ อันนี้เป็นเพราะสติยังไม่กล้าแข็งรวดเร็ว คือสติเกิดขึ้นมาแวบเดียว ไม่ใช่สติที่ตั้งมั่น
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ พอรู้ว่าความโกรธเกิดขึ้น ก็มีความรู้สึกเจือปนอยู่ลึก ๆ ว่า ไม่พอใจ อยากจะให้ความโกรธหายไป พูดอีกอย่างหนึ่งคือ เกิดโทสะต่อความโกรธ สังเกตไหม มันเกิดโทสะต่อความโกรธ เกิดโทสะต่อความหงุดหงิด เวลาหงุดหงิดเกิดขึ้น ก็ไม่พอใจความหงุดหงิด เวลาเกิดความโกรธเกิดขึ้น ก็ไม่พอใจความโกรธ มันโกรธซ้อนโกรธ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ความโกรธจะหายไปได้ยังไง ในเมื่อสติที่เรามี เป็นสติที่ไม่บริสุทธิ์ล้วน ๆแต่เจือไปด้วยความโกรธ เพราะฉะนั้นจึงเกิดปัญหาว่า รู้ตัวว่าโกรธแล้วแต่ทำไมไม่หายโกรธ นั่นเพราะสติที่มีไม่ใช่สติที่บริสุทธิ์แต่เจือด้วยโทสะต่อความโกรธนั้น ๆ ก็เท่ากับซ้ำเติมหรือ สาดน้ำมันเข้ากองไฟ แล้วความโกรธจะหายไปได้อย่างไร
แต่ถ้าเรามีสติ ที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ที่เป็นกลาง ก็จะทำให้จิตตั้งมั่น ไม่ถลำเข้าไปในความโกรธหรือปรุงให้ความโกรธเพิ่มพูนขึ้น เพราะว่าเมื่อไม่มีโทสะเจือปนอยู่ ก็จะดับความโกรธได้ง่าย พูดอีกอย่างคือดับสนิท ไม่เกิดขึ้นมาอีก เหมือนกับดับไฟด้วยน้ำบริสุทธิ์ ไม่มีน้ำมันเจือปน ไฟนั้นย่อมดับไปในที่สุด
คัดย่อ : รู้ทันกิเลส (วารสารธรรมมาตา)
ที่มา : www.visalo.org
เครดิตภาพ : Google
จิตเบิกบาน งานสัมฤทธิ์
โดย..พระไพศาล วิสาโล
ใจของเรานั้นมีทั้งพลังบวกและพลังลบ พลังลบอันได้แก่ความโกรธ เกลียด เครียด ท้อ นั้นล้วนมีที่มาจากอัตตาหรือความเห็นแก่ตัว ส่วนพลังบวก คือความรัก ความเมตตา ความเสียสละ ล้วนมีมโนธรรมเป็นบ่อเกิด ทั้งอัตตาและมโนธรรมนั้นเป็นพลังที่ขับเคลื่อนชีวิตเรา และอยู่เบื้องหลังความทุกข์และความสุขของมนุษย์ทุกคน
การมองเห็นว่ามนุษย์มีแต่ความเห็นแก่ตัว ทำให้เรามองคนอื่นในแง่ลบ ขณะเดียวกันก็ทำให้เราละเลยที่จะดึงเอาพลังบวกมาหล่อเลี้ยงชีวิตจิตใจ กลับปล่อยให้พลังลบครองใจ จึงรู้สึกรุ่มร้อนหรือเป็นทุกข์อยู่เนือง ๆ ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งและร้าวฉาน เมื่อใดที่เราตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนมีพลังบวกอยู่ด้วย ไม่เพียงวิถีแห่งความสุขภายในจะปรากฏแก่เราเท่านั้น เรายังเห็นถึงความสำคัญในการทำความดีหรือมีน้ำใจต่อผู้อื่น แม้แต่ผู้ที่ชอบเอาเปรียบเบียดเบียน เพราะความดีของเรานั้นสามารถกระตุ้นพลังบวกในใจเขาให้มีพลังจนสามารถชนะความเห็นแก่ตัวได้
พลังบวกมิได้หมายถึงคุณธรรมหรือความใฝ่ดีเท่านั้น หากยังรวมถึงความตื่นรู้ อิสระ โปร่งโล่ง ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า โพธิจิต เป็นภาวะที่ว่างจากความยึดติดถือมั่นในตัวตน ทำให้เกิดความสงบเย็นและเป็นสุขอย่างแท้จริง ภาวะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้และหล่อเลี้ยงใจเป็นครั้งคราว ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุเรียกว่า “นิพพานชิมลอง” การประสบสัมผัสกับภาวะดังกล่าวช่วยให้เรามีพลังในการทำความดีอย่างเบิกบาน อีกทั้งยังช่วยให้เราสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ตลอดจนสามารถเผชิญกับความผันผวนปรวนแปรในชีวิตหรือแรงบีบคั้นต่าง ๆ นานาได้อย่างไม่หวั่นไหว พูดง่าย ๆ คือ แม้ถูกกระทบ แต่ใจไม่กระเทือน
ที่มา : www.visalo.org
เครดิตภาพ : Google
การปฏิบัติธรรม คือการทำให้ตนเองมีความรู้สึกตัวอยู่เนือง ความรู้สึกนั้นคือตัวสติ ตามรู้กาย ตามรู้ใจไปอย่างธรรมดา ๆ คำว่า ‘ตามรู้’ ตัวนี้ หมายถึง ความรู้ตามความเป็นจริง คือกายมีอาการอย่างไรก็รู้ จิตมีอาการอย่างไรก็รู้ การตามรู้นี้ตรงกับคำว่า ‘อนุปัสสนา’ ในมหาสติปัฏฐานสูตร รู้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่ถลำไปตามสิ่งที่ถูกรู้ ยกตัวอย่างเช่น เวลาได้ยินเขาด่าว่าติเตียน...รู้สึกโกรธ...ให้รู้ตามว่าโกรธ...พร้อมคำถามที่ตามด้วยสติ
โกรธ...ได้อะไร...? คำตอบคือได้ความทุกข์ร้อนใจ
ไม่โกรธได้อะไร? คำตอบคือความสบายไม่ทุกข์ร้อน
ในจิตใจ...ลงท้ายคือ...ไม่รู้จะไปโกรธไปทำไม
การตามรู้อันเป็นอนุปัสสนานี้เมื่อทำไปเรื่อย ๆ ในที่สุดจะเห็นตามความจริงว่า กายไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา แล้วจิตจะค่อย ๆ คลายความยึดถือกายและจิตไปตามลำดับ จนเข้าถึงความว่างด้วยการปล่อยวาง จิตผ่องใสไร้ขอบเขตพ้นจากการปรุงแต่งจนสามารถพ้นทุกข์ได้ในที่สุด
ในมุมกลับกัน ถ้าการปฏิบัติที่ไม่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ไม่ตามรู้กาย ไม่ตามรู้ใจ ค้นคิดหาแต่วิธีการปฏิบัติ หรือพยายามแต่จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ วนอยู่กับการหาหนทางก็จะเหน็ดเหนื่อย ท้ายสุดคือความรู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์เป็นเรื่องยากเข็ญอย่างที่กล่าวมาข้างต้น
จิตของอริยบุคคลบังเกิดได้ด้วยการเจริญสติ...สติเป็นบาทแรกและบาทสุดท้ายของมรรคผลและนิพพาน ฉะนั้นผู้แสวงหาความพ้นทุกข์ต้องรู้จักการเจริญสติ
การเจริญสติมิได้มีเฉพาะเวลานั่งขัดสมาธิภาวนาเท่านั้น หากเราท่านทั้งหลายสามารถเจริญสติได้ตลอดเวลา ด้วยการใช้สติกำกับกายใจอย่าให้ไหลไปตามอารมณ์...ตามสิ่งเร้าภายนอกที่เข้ามากระทบอายตนะทั้งหก...ทำไปเรื่อย ๆ ทำให้เคยชินก็จะเห็นผลในไม่ช้า
ผลที่ตามมาก็ไม่ต้องถามใคร...ไม่ต้องมีนิมิตบอก แต่เราจะรู้ได้ด้วยตนเองอย่างชัดเจน...กายจะเบาจิตจะเบา เพราะความโกรธจะค่อยจางหาย ความโลภก็จะบางเบาลง
ทั้งปวงก็เพราะจิตแนบแน่นอยู่กับสติที่ประกอบด้วย...เหตุผลแห่งความจริงที่เรียกว่า ‘ธรรม’ อยู่ทุกเมื่อ อยู่ทุกขณะ
จิตเบา...กายก็เบา จิตสงบกายก็สงบ ฉะนั้นอย่าประหลาดใจที่เราจะเห็นว่า ผู้ปฏิบัติธรรมจะมีวรรณะผ่องใส น่าเคารพนับถืออย่างที่เห็นอยู่โดยทั่วไป
การดูจิต...ตามรู้จิต อย่าดูด้วยความอยาก ไม่ต้องตั้งท่า ไม่ต้องแสวงหา เพียงให้มีความรู้สึกตัว (สติ) แล้วตามรู้ไปธรรมดา...รู้แล้ววาง รู้แล้ววางไปเรื่อย ๆ ดูเฉพาะที่เป็นเรื่องปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นในจิต
ต้องดูบ่อย ๆ หรือตามรู้อยู่เสมอ ๆ ยิ่งรู้ได้ถี่มากขึ้นโดยไม่ตั้งใจมากเท่าไหร่ยิ่งดีเรียกว่าสติรู้ทันเร็วขึ้นก้าวหน้าขึ้น
เหตุผลที่การตามดูจิตดูกายควรงดเว้นความอยาก...การตั้งท่าเพ่งเล็งก็เพราะนัยเดียวกับการนั่งบริกรรมภาวนาทำสมาธิ ถ้าทำอย่างตั้งอกตั้งใจมากเกินไปก็จะกลายเป็นการปรุงแต่ง เป็นการก้าวสู่ความเคร่งเครียด จนยากจะเห็นธรรมชาติจริง ๆ ของจิต
ซึ่งจะทำให้บรรลุผลช้า!
บทสรุปเกี่ยวกับการตามดู...ตามรู้จิตที่กล่าวมาทั้งหมด ก็เพื่อการเห็นว่าตัวความรู้สึกทั้งหลายนั้นเป็น ‘นามธรรม’ ไม่ใช่ตัวเรา นามธรรมจะแสดงธรรมให้ดู แสดงให้เห็นความจริงที่ว่า เมื่อเกิดขึ้นจะตั้งอยู่ท้ายสุดก็ดับไปเสมอ...เมื่อเห็นมากขึ้นเห็นบ่อยครั้ง ความรู้ที่ได้จะซึมซับจนจิตเริ่มปล่อยวางความรู้สึกต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ตัวเราลงได้ คือเมื่อสุขก็ไม่หลงยินดี เมื่อทุกข์ก็ไม่ยินร้าย...อยู่กับภาวะกลาง ๆ อันเป็นภาวะแห่งความพ้นทุกข์ในที่สุด
ที่มา : www.dhamma5minutes.com
เครดิตภาพ : Google
พิจารณาเห็นธรรมในธรรม
โดย.. หลวงปู่ดุลย์ อตุโล
การปฏิบัติธรรม หมายถึง การปฏิบัติฝึกจิตให้ปลอดพ้นจากกิเลสอย่างแท้จริง ด้วยวิถีทาง สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ตามลำดับ
จิต คือ พุทโธ
จิต นี้ก็คือ ธรรม เป็นสภาวะพิเศษที่ไม่ไปไม่มา เป็นความบริสุทธิ์ล้วนๆ เหนือความดีและความชั่วทั้งปวง ไม่อาจจัดเป็นลักษณะรูปหรือนามได้
เมื่อได้เข้าถึงสภาวะดังกล่าวของจิตแล้ว อาการต่างๆ ของจิตที่เป็นไป หรือจะเรียกว่ากิริยาแห่งจิตก็ได้ ทั้งในภาคสมถะและวิปัสสนาตามลำดับ ย่อมต้องถือว่าเป็นของภายนอก เป็นสิ่งแปลกปลอมปรุงแต่ง ไม่ควรยึดถือเอาเป็นแก่นสารสาระ แม้แต่ฌานสมาบัติก็เป็นเพียงของประจำโลกเท่านั้น มิใช่เป็นหนทางวิเศษแต่อย่างใดเลย จะเห็นได้จากการบำเพ็ญเพียรของสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ พระองค์ทรงละเสียซึ่งลักษณะธรรมเหล่านี้โดยสิ้นเชิง คือ
เมื่อพระองค์ออกจาก จตุถฌาน ละเวทนาขาดสิ้น สภาวะจิตถึงการดับรอบตัวเองแล้ว ภวังคจิตขาดแล้วไม่สืบต่ออีกเลย สิ้นสุดสังสารวัฏ ณ ขณะนั้นเลย เรียกว่า นิพพาน
ฉะนั้น ไม่ว่าแสง สี ฌานสมาบัติใดๆ หรือแม้แต่ภวังคจิตเองก็ไม่น่าจะไปกำหนดรู้เพื่อการถืออะไร เพราะเป็นของเกิดๆ ดับๆ เป็นของปรุงแต่งขึ้น เป็นของประจำโลก จิตที่กล่าวถึงนี้แลแท้จริงก็มีการเกิดๆ ดับๆ อยู่ร่ำไป จึงกล่าวได้ว่า ตัวจิตเองก็ไม่คงทนถาวรอะไร ถึงซึ่งการดับรอบ โดยสิ้นเชิงเช่นกัน เมื่อกล่าวเป็นธรรมเป็นจริงแล้ว แม้พุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็ยังหมายถึง สมมติบัญญัติอยู่นั่นเอง
สมเด็จพระบรมศาสดา จึงตรัสว่า พระองค์ได้ทำลายเรือน หรืออาณาจักรของตัณหาแล้ว ตัณหาไม่สามารถสร้างเหย้าเรือนให้เป็นภพเป็นชาติ แม้ตัวจิตเองยังสภาพเดิม คือ ฐีติจิต ฐีติธรรม อันเป็นธรรมดา ด้วยเหตุนี้เอง ภิกษุทั้งหลายพึงสังวรอย่างยิ่งยวด ไม่พึงปรับอาบัติหรือโทษต่างๆ แก่พระอรหันต์ ก็อย่าว่าแต่ความผิดบาปเลย แม้ความดี พระอรหันต์ท่านก็ละได้เด็ดขาด ท่านอยู่เหนือความดีความชั่วทั้งหลายแล้วโดยสิ้นเชิง อย่าถือพระสูตรบางอย่างที่ว่า มีการปรับโทษพระอรหันต์เช่น ความผิดที่ไม่ร่วมสมาคม หรือสังฆกรรมกับหมู่สงฆ์ดังนี้
เมื่อจักปฏิบัติธรรมแล้วก็ไม่ควรวุ่นวายกับชาดกนิทาน ของแปลกของปลอมอะไรนั่น มุ่งพิจารณาจิตไม่ว่าพบเห็น ได้ยิน ได้ฟัง สิ่งใดให้ย้อนเข้ามาในจิตให้ได้จนสามารถรู้จิต เห็นจิต เข้าถึงสภาวะความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรม จนถึงความดับรอบของจิตใจในขั้นสุดท้าย
การพ้นสมมติบัญญัติย่อมหมายรวมไปถึงธรรมด้วย เช่นอายตนะทั้งหลาย ซึ่งเปรียบเสมือนฉายา หรือแม้ตัวจิตเองก็ตาม มิว่าจะพูดกันครั้งใด ก็ไม่พ้นสมมติบัญญัติไปได้
การหยุดคิดลึก นั่นก็หมายถึง หยุดพูด หยุดเคลื่อนไหว หยุดกิริยาแห่งจิต ซึ่งหมายถึง หยุดสังสารวัฏฏ์นั่นเอง เพราะไม่ว่าเราจะกำหนดจิตคิดถึงสิ่งใดๆ สิ่งนั้นก็ยังเป็นสิ่งภายนอก เป็นของปรุงแต่งขึ้นในโลก เช่น การกำหนดรู้ ย่อมมีสิ่งที่ต้องกำหนด (อาจจะเป็นรูปก็ดี นามก็ดี) เสื่อมสลาย เพราะเป็นของปรุงแต่งจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น
ฉะนั้น สภาวะของอุเบกขาสัมโพชญงค์ (ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง) จึงเป็นของยากที่จะแสดงออกเป็นคำพูด มีแต่ความนิ่งวางเฉย พร้อมกับรู้ชัดเลยทีเดียวว่า สรรพสิ่งทั้งหลายเสมอกันสิ้น ไม่ว่าสัตว์ บุคคล เรา เขา หรือแม้พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และสัตว์โลกทั้งหลาย ก็มีสภาพอันเดียวกันเสมอกัน แต่ที่เห็นแตกต่างกัน เพราะการยึดถือในสิ่งที่แตกต่างกันคือ ผิดไปจากสัจธรรมแท้เท่านั้น ความประพฤติปฏิบัติและจริยธรรมก็แลดูผิดแผกกันไปต่างๆ นานา
การที่บุคคลใดสามารถปฏิบัติเข้าถึงสภาวะที่จะตัดสินใจได้ว่าสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งภายนอกกับตัวเรานี้ แท้จริงเป็นของสิ่งเดียวกันโดยแท้ (นี่คือสภาวะของความเป็นอยู่ของผู้บรรลุพระนิพพาน) จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า สภาวะเป็นจริง หรือที่เรียกว่าสัจธรรมนั้นมีอยู่ตลอดกาล หากไม่ท้อถอยหรือละความเพียรเสียก่อน ย่อมมีโอกาสเข้าถึงสัจธรรมได้เป็นที่แน่นอน
ที่มา : www.dannipparn.com
เครดิตภาพ : Google
พิจารณาเห็นธรรมในธรรม หมายถึง
๑. เห็นเวทนาในเวทนานั้นคือรู้เวทนาตามความเป็นจริง รู้ว่าเกิดจากเหตุ ปัจจัย แล้วก็ดับไป ไม่มีตัวตน
๒.เห็นจิตในจิตนั้นคือรู้จิตตามความเป็นจริงเป็นเพียงสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา
๓. เห็นธรรมในธรรมคือรู้ธรรมะที่นอกจากยึดถือว่าเป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต ที่
เหลือเป็นธรรมะ ได้แก่ ขันธ์ ๕ ทั้งหมด อายตนะ นิวรณ์ โพชฌงค์ สัจจะ ทั้งหมด
เป็นธรรมะ (ตามนัยสติปัฏฐานสูตร) และอีกอย่างหนึ่ง ที่ว่าเห็นกายในกาย คือเห็น
กายในกาย ไม่ใช่เห็นกายในเวทนา ในจิต ในธรรม
ที่มา : http://www.dhammahome.com
เครดิตภาพ : Google