วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ღ สุข สงบ ร่มเย็น ღ

สุข สงบ ร่มเย็น

ห้วงเวลาห้วงหนึ่งแห่งชีวิต ได้นำสังขารและจิตมาสัมผัสกับความสุขที่เป็น “ความสุขแท้”

ประโยคหนึ่งที่ดังก้องกังวานอยู่ในจิตใจเสมอ

“นำตัวกับใจมา”

เป็นคำพูดของพ่อแม่ครูอาจารย์ เป็นประโยคทองฝังจิตฝังใจเมื่อครั้งที่ได้มีโอกาสย่างก้าวเข้ามาสัมผัสดิน แห่งธรรมที่สุขสงบและร่มเย็นยิ่งแห่งนี้

ความสุขที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต

ความสุขที่ไม่ต้องแลกได้สิ่งที่สังคมเรียกว่า “เงิน”

ความสุขที่ไม่ต้องหาสิ่งตอบแทนมาซึ่งวัตถุธาตุใด ๆ

ความสุขที่เพียงแค่ใช้ใจน้อมเข้าสัมผัสและก้มกราบกรานพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

ความสุขแท้แห่งชีวิต ที่อุดมไปด้วยความสงบ

เป็นความสุขที่ไม่ถูกทับถมหรือมีเวทนาใด ๆ ซ้อนทับ

ข้อวัตรปฏิบัติที่ฝึกฝน “ตนและใจ” เป็นเครื่องขูดกิเลสต่าง ๆ ที่ตกตะกอนอยู่ในจิต ที่ฝังลึกอยู่ในใจ ความขี้เกียจขี้คร้านทางกาย “ล้าง ตัวและล้างใจ” ขจัดสันดานซึ่งเป็นพฤติกรรมฝังลึก (Tacit Behavior) ที่ถูกหล่อหลอมด้วยสังคมนิยมทุน นิยมเงิน นิยมกาม นิยมกิน นิยมเกียรติ

กวาดพื้น เพื่อกวาดใจ

ถูพื้น เพื่อถูใจ

ล้างห้องน้ำ เพื่อล้างใจ
ทำและปฏิบัติสิ่งใด ๆ เพื่อล้างสันดานแห่งกิเลสให้ล่วงพ้นจากตัวและใจ

ความสุขที่อยู่บนฐานแห่ง “ศีล” นำมาซึ่งความร่มเย็นภายในใจฉันใด

ความสุขที่เกิดขึ้นในทุกขณะที่มีลมหายใจขณะนี้ จึงเป็นความสุขแท้ที่อิ่มเอมใจอย่างหาที่สุดและไม่มีประมาณได้ฉันนั้น

***************************************************************************

~ วัด ที่เป็นวัดโดยแท้
วัดที่ใจ
วัดกันที่ใจ
วัดกันตลอดเวลาทุกขณะจิต
วัดที่อุดมไปด้วยกัลยาณมิตร
วัดแห่งนี้จึงเป็นวัดที่แท้แห่งโลกธรรม..~


♦ สุขใดหาเทียบเทียมทันความสุขสงบร่มเย็นแห่งสุขแท้ในโลกธรรมนั้นไม่มี ♦

(นำมาจาก สุญฺญตา - ความรู้คือพลัง - สุข สงบ และร่มเย็น)

ที่มา : http://board.palungjit.com
เครดิพภาพ : สนิมกฤช (http://www.oknation.net)

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ประโยชน์ของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน

ประโยชน์ของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ♦

1. ทำคนให้ฉลาด เพราะจะรู้จักทั้งบัญญัติและปรมัตถ์เป็นอย่างดี ละเอียดรอบคอบขึ้นมาก

2. ทำคนให้มีศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม

3. ทำคนให้สนิทสนมกลมกลืนกัน กรุณาเอ็นดูสงสารกัน พลอยยินดีอนุโมทนาสาธุการเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี

4. ทำคนให้เว้นจากเบียดเบียนกัน เว้นจากการเอารัดเอาเปรียบกัน

5. ทำคนให้รู้จักตัวเอง และรู้จักปกครองตัวเอง

6. ทำคนให้ว่านอนสอนง่าย ไม่มานะถือตัว ไม่เย่อหยิ่งจองหอง

7. ทำคนให้หันหน้าเข้าหากัน เพราะต่างฝ่ายต่างลดทิฏฐิมานะลง

8. ทำคนให้หนักแน่นในกตัญญูกตเวทิตา

9. ทำคนให้เป็นผู้ประเสริฐ เพราะเหตุว่า การปฏิบัติธรรมนี้ย่อมเป็นไปเพื่อคุณสมบัติเหล่านี้ คือ

1.เพื่อละนิวรณ์ 5

2.เพื่อละกามคุณ 5

3.เพื่อหัดให้คนเป็นผู้รู้จักประหยัด

4.เพื่อละอุปาทานขันธ์ 5

5.เพื่อละสังโยชน์เบื้องต่ำ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท

6.เพื่อละคติ 4 คือ นรกภูมิ เปตติวิสัยภูมิ อสุรกายภูมิ และดิรัจฉานภูมิ เมื่อได้ญาณ 16 ในวิปัสสนากรรมฐานโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ(พระโสดาบันเกิดไม่เกิน7ชาติ เป็นอย่างมาก)ส่วนสมถกรรมฐานเมื่อได้ฌานที่ 1 ขึ้นไปก็อาจนำไปเกิดในพรหมโลกได้ แต่ก็ยังคงเวียนว่ายมาเกิดในอบายถูมิ4ได้อีกในชาติต่อๆไป ดังนั้น สมถกรรมฐานจึงไม่ ใช่การปฏิบัติที่ละ อบายภูมิ 4 ได้โดยเด็ดขาด

7.เพื่อละความตระหนี่ 5 คือ ตระหนี่ที่อยู่ ตระหนี่ตระกูล ตระหนี่ลาภ ตระหนี่วรรณะ ตระหนี่ธรรม

8.เพื่อละสังโยชน์เบื้องบน คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

9.เพื่อละตะปูตรึงใจ 5 คือ สงสัยในพระพุทธ สงสัยในพระธรรม สงสัยในพระสงฆ์ สงสัยในสิกขา ความโกรธไม่พอใจในเพื่อนพรหมจรรย์

10.เพื่อละเครื่องผูกพันจิตใจ 5 คือ ไม่ปราศจากความชอบใจทะยานอยากในกาม ในรูปความสุขในการกิน การนอน การรักษาศีลเพื่อเทพนิกาย

11.เพื่อก้าวล่วงความโศกเศร้าเสียใจ (ทุกข์ทั้งหลาย) ดับทุกข์โทมนัส เพื่อบรรลุมรรคผล นิพพาน

12.อานิสงส์อย่างสูงให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ อย่างกลางก็ให้สำเร็จเป็นพระอนาคามี สกทาคามี โสดาบัน อย่างต่ำไปกว่านั้นที่เป็นสามัญ ก็เป็นผู้ที่มีคติเที่ยงที่จะไปสู่สุคติ

13.ชื่อว่า ได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยปฏิบัติบูชา

14.ชื่อว่า เป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้า

15.ชื่อว่า เป็นผู้ได้บำเพ็ญสิกขา 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

16.ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท เพราะมีสติอยู่กับรูปนามเสมอ ความไม่ประมาทนั้นคือ อยู่ไม่ปราศจากสตินั่นเอง

17.ชื่อว่า ได้เป็นผู้ทรงธรรม

18.ชื่อว่า ได้เป็นผู้ปฏิบัติถูกต้อง

19.ชื่อว่า ได้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ทางสายกลาง

20.ชื่อว่า ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง คือถึงด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติ คือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เกิดกับการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ตั้งแต่ ภังคญาณ เป็นต้นไป จนถึง มรรคญาณ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณ


ที่มา : http://th.wikipedia.org/
เครดิตภาพ : Google

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ღ คติธรรม นำทาง ღ

คติธรรม นำทาง
โดย...หลวงปู่ขาว อนาลโย

พยายามให้เรากินกาล อย่าให้กาลกินเรา วันคืนล่วงไปๆ อย่านิ่งนอนใจ ให้เร่งทำความเพียร ธรรมมีอยู่ แต่ขาดอุบายปัญญา ก็นั่งโง่ นอนโง่อยู่อย่างนั้นเอง ธรรมแท้ แม้จะลึกซึ้งคัมภีรภาพเพียงไหน ไม่เหลือวิสัยของบัณฑิตผู้มีความเพียร...

ที่มา : www.cybervanaram.net
เครดิตภาพ : Veera เหลืองชมพูเหนือหัวชาวไทย

ღ ธรรมนำทาง ღ

ธรรมนำทาง
โดย...หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต


การบำรุงรักษาสิ่งใดๆในโลก การบำรุงรักษาตนคือใจเป็นเยี่ยม
จุดที่เยี่ยมที่สุดในโลกคือใจควรบำรุงรักษาให้ดี
ได้ใจแล้วคือได้ธรรม เห็นใจแล้วคือเห็นธรรม
รู้ใจแล้วคือรู้ธรรมทั้งมวล ถึงใจตนแล้วคือถึงพระนิพพาน..



ที่มา : www.cybervanaram.net
เครดิตภาพ : Veera เหลืองชมพูเหนือหัวชาวไทย

ღ สงบงามในความเรียบง่าย ღ

สงบงามในความเรียบง่าย
โดย...Sudjai Liangpunsakul

สิ่งที่ยิ่งใหญ่อลังการน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่ได้หมายความว่าจะดีมีคุณค่าเสมอไป ความสุขหาได้ง่ายและอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด ความสงบสุข ของการได้ใกล้ชิดธรรมชาติ และซาบซึ้งกับความสุขแบบง่ายๆ


สิ่งที่ดีที่สุดมักจะเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด
ยามเราสับสนกับชีวิต อับจนหนทางไม่รู้จะหันเหไปทางไหน บางทีคำตอบที่ดีที่สุดก็อยู่ตรงหน้าเราเหมือนเส้นผมบังภูเขา วิธีที่ดีทีสุดก็คือ วิธีที่เรียบง่ายที่สุด ชีวิตมันง่ายอย่างนั้นเสมอ มันเป็นเช่นนั้นเอง

ที่มา : Veera เหลืองชมพูเหนือหัวชาวไทย(www.facebook.com)
เครดิตภาพ : Veera เหลืองชมพูเหนือหัวชาวไทย(www.facebook.com)

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ღ พุทธะแห่งจิต ღ

เข้าถึงความเป็นพุทธะแห่งจิต
พระธรรมเทศนา...หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ว่าด้วยสัจธรรมของจริง ของจริงมีอยู่ในกาย ในใจของทุกคน สภาพความเป็นจริงของกายโดยพื้นฐานแล้ว สัตว์ทั้งหลายมีอาหารเป็นที่ตั้ง ทุกคนต้องกินอาหาร อันนี้คือความจริงอันหนึ่ง ส่วนทางด้านจิตใจนั้นก็มีอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเป็นอาหาร แต่อาหารของจิตใจนั้นแยกออกเป็น ๒ ประเภท

ประเภท ๑ เมื่อจิตได้ลิ้มรสอาหารแล้วทำให้จิตเดือดร้อนวุ่นวาย เกิดความทุกข์

ประเภท ๒ เมื่อจิตได้ลิ้มรสอาหารแล้วเกิดความสุข สิ่งที่ทำให้จิตสงบเยือกเย็นมีความสุขนั้นได้แก่ธรรมะนั่นเอง

ศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่มีความจริง และพุทธะก็คือสัจธรรม เป็นวิสุทธิธรรม เป็นความจริงอย่างสูงสุด สัจธรรมคือความจริงนั้นย่อมไม่สังกัดในลัทธิหรือศาสนาใด แต่เมื่อใครได้ดำเนินจิตของตนเองเข้าไปสู่จิตแห่งความเป็นสัจธรรมอย่างแท้จริง หรือธาตุแท้แห่งความจริงที่มีอยู่ภายในจิตใจ สัจธรรมแห่งพุทธะอันเป็นวิสุทธิธรรมย่อมเป็นสมบัติของผู้นั้น

ท่านชายสิทธัตถะทรงดำรงพระชนม์ชีพเป็นมนุษย์ โดยประสูติในตระกูลกษัตริย์ ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา มีกายใจเหมือนกับเราท่านทั้งหลาย ท่านสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็อาศัยกายกับใจเป็นหลัก โดยเอากายและใจไปพิจารณาดูความเป็นจริงของร่างกายและทรงพบความจริงของร่างกายนั้นว่ามีอะไรบ้าง ร่างกายต้องมีอาหารเป็นที่ตั้งเพื่อความเป็นไปของร่างกาย และโดยกฎธรรมชาติย่อมมีความแตกดับ เน่าเปื่อย ผุพัง เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ผู้แสวงหาคุณธรรมเราคงเคยได้ยินคำสอนในศาสนาพุทธว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” คือ พระพุทธเจ้าสอนให้เราละความชั่ว ประพฤติความดี และก็ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สะอาด ปัญหาก็อยู่ที่ว่า “การละความชั่วนั้น โดยสาธารณะทั่วไปได้แก่อะไร” โดยสาธารณะทั่วไป ได้แก่ การงดเว้นจากความชั่ว ๕ ประการ ซึ่งก็คือ ศีล ๕ ดังนั้น การตั้งใจกระทำความดีจึงมีศีล ๕ เป็นหลักประกัน เมื่อเรามีศีล ๕ เป็นหลักประกันความปลอดภัย ภัยเวรที่จะพึงเกิดขึ้นนั้นย่อมไม่มี ฉะนั้น ผู้ที่ตั้งใจจะละเว้นความชั่วกันอย่างจริงจัง ในเบื้องต้นขอให้มั่นคงในการยึดศีล ๕ เป็นหลัก ศีล ๕ นี้ ผู้บัญญัติมุ่งหมายที่จะป้องกันที่จะไม่ให้มนุษย์ต้องฆ่ากัน ปาณาติบาต บ่งถึงเจตนาที่จะฆ่าโดยตรง สิ่งที่สนับสนุนปาณาติบาต เช่น อทินนาทาน คือการลักขโมย โดยปกติแล้วคนที่มีข้าวของเขาต้องมีความรักหวงแหนทรัพย์สมบัติ ถ้าเราไปขโมยของเขา เขาโกรธเขาก็ฆ่าเอา กาเมสุมิจฉาจาร ไปละเมิดสิทธิของท่าน ท่านโกรธ ท่านก็ฆ่าเอา มุสาวาท พูดปดมดเท็จ กล่าวส่อเสียด ยุยง หรือพูดคำหยาบให้ท่านได้รับความเสียหาย ท่านโกรธท่านก็ฆ่าเอา สุรา ดื่มเข้าไปแล้วมึนเมา คุมสติไม่อยู่ เกิดทะเลาะวิวาทกัน ในที่สุดก็ต้องฆ่ากัน เพราะฉะนั้น เหตุผลในการบัญญัติศีล ๕ เอาไว้เป็นหลักในการปฏิบัตินั้นก็เพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์ฆ่ากันโดยตรง

นอกจากเราจะมีศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว เพื่อเป็นการปลูกฝังคุณธรรมให้มีความมั่นคงอยู่ภายในจิตใจไม่เสื่อมคลาย สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้พร่ำสอนให้บำเพ็ญสมาธิภาวนาเป็นหลัก แต่การบำเพ็ญสมาธิภาวนา ท่านทั้งหลายได้เคยฟังและได้ปฏิบัติมามากแล้ว จึงไม่ขอนำมากล่าวในที่นี้ แต่จะขอย้ำเตือนว่า การประพฤติดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนั้นอยู่ที่ความตั้งใจจริง จะปฏิบัติแบบไหน อย่างไร ขอให้ยึดในสิ่งนั้นจริงๆ เช่นอย่างท่านจะบำเพ็ญกัมมัฏฐาน หรือจะภาวนาพุทโธหรืออะไรก็ตาม ท่านอาจจะนึกในใจว่าจะนั่งสมาธิให้ได้วันละ ๓ ครั้ง ครั้งละ ๑ ชั่วโมง แล้วตั้งใจอย่างจริงจังแน่วแน่ลงไป บริกรรมภาวนาพุทโธๆๆไว้ ให้จิตอยู่กับพุทโธแน่วแน่ไม่พรากจากไป แม้ว่าจิตจะไม่มีอาการสงบก็ตาม เมื่อเรานึกพุทโธๆๆ ติดต่อกันไม่ขาดสาย พุทโธนั่นแหละจะเป็นสิ่งกางกั้นไม่ให้เราส่งกระแสจิตออกไปสร้างบาปสร้างกรรมที่อื่น อีกอย่างหนึ่ง พุทโธ จะเป็นที่พึ่งของจิต จะเป็นวิหารธรรม ในเมื่อเรานึกพุทโธจนชำนิชำนาญ จนจิตติดอยู่กับพุทโธ ในบางครั้งเราอาจไม่ตั้งใจว่า แต่จิตจะนึกพุทโธเองโดยไม่ตั้งใจ จนกลายเป็นอัตโนมัติ เมื่อเป็นเช่นนั้น บางครั้งเราพบอุบัติเหตุสำคัญ จิตของเราจะวิ่งเข้าสู่พุทโธโดยไม่ตั้งใจ เมื่อจิตเข้าถึงพุทโธจิตก็มีที่พึ่ง พุทโธเป็นที่พึ่งที่ระลึกของจิต เป็นคุณสมบัติของความเป็นพุทธะ

ความเป็นพุทธะสามารถเป็นได้กับทุกคน ถ้าเราคิดว่าพุทธะคือผู้รู้เป็นได้เฉพาะแต่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้วพุทธะย่อมสาบสูญไป แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ แม้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว ธาตุแท้ของความเป็นพุทธะยังสถิตอยู่ในจิตใจของเราทุกคน พุทธะคือวิสุทธิธรรม พุทธะที่เป็นวิสุทธิธรรมย่อมเป็นสิ่งรับรอง นักปฏิบัติทุกท่านย่อมสามารถที่จะเหนี่ยวเอาคุณสมบัติอันนี้เข้าไปอยู่ในจิตใจของตนเองได้ ถึงความบริสุทธิ์สะอาด และเข้าถึงความเป็นพุทธะอย่างแท้จริง

ที่มา :http://www.thaniyo.com
เครดิตภาพ : Google

ღ ปฏิบัติไม่คืบหน้า ღ

..ปุจฉา-วิสัชนา ปฏิบัติไม่คืบหน้า
(หลวงพ่อชา สุภัทโท)

@ พากเพียรอย่างหนักในการปฏิบัติกรรมฐาน แต่ยังไม่มีท่าว่าจะได้ผลคืบหน้าเลย..

@ เรื่องนี้สำคัญมาก อย่าพยายามที่จะเอาอะไรๆ ในการปฏิบัติความอยากอย่างแรงกล้าที่จะหลุดพ้นหรือรู้แจ้งนั้น จะเป็นความอยากที่ขวางกั้นท่านจากการหลุดพ้น ท่านจะเพียรพยายามอย่างหนักตามใจท่านก็ได้
จะเร่งความเพียรทั้งกลางคืนกลางวันก็ได้ แต่ถ้าการฝึกปฏิบัตินั้นยังประกอบด้วยความอยาก ที่จะบรรลุเห็นแจ้งแล้ว ท่านจะไม่มีทาง ที่จะพบความสงบได้เลย แรงอยากจะเป็นเหตุ ให้เกิดความสงสัยและความกระวนกระวายใจ ไม่ว่าท่านจะฝึกปฏิบัติมานานเท่าใดหรือหนักเพียงใด ปัญญา (ที่แท้) จะไม่เกิดขึ้นจากความอยากนั้น

... ดังนั้น จงเพียงแต่ละความอยากเสีย
... จงเฝ้าดูจิตและกายอย่างมีสติ
... แต่อย่ามุ่งหวังที่จะบรรลุถึงอะไร
... อย่ายึดมั่นถือมั่นแม้ในเรื่องการฝึกปฏิบัติหรือในการรู้แจ้ง ฯ


ที่มา : แม่ชีเพียงพบพาน เพื่อผ่านภพ (www.facebook.com)
เครดิตภาพ : Google