วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะกับการทำงาน


ปรับธรรมะเข้ากับชีวิตการทำงานอย่างไร

ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า"ธรรมะคือการปฏิบัติงาน"

ชีวิตของมนุษย์เราส่วนใหญ่อยู่กับการทำงาน ถ้าเราคิดว่าจะเอาเวลาว่างมาปฏิบัติธรรมวันละ 1-2 ชั่วโมง หรือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ค่อยปฏิบัติธรรมแล้ว ยังน้อยไป

ชีวิตของมนุษย์นั้นน้อยนักเปรียบได้ดั่งน้ำค้างบนยอดหญ้ายามเช้า....เมื่อถูกแสงแดดย่อมระเหยแห้งไป......ดังนั้นจึงไม่ควรดำรงชีวิตอยู่อย่างประมาท

ชีวิตที่อยู่อย่างประมาทคือชีวิตอย่างไร

ก็คงต้องตอบว่าชีวิตที่อยู่อย่างปราศจากธรรมะนั้นช่างประมาทเสียนี่กระไร เปรียบดังผู้ที่ตายแล้ว ดั่งคำกล่าวว่า ธรรมะคือชีวิต ชีวิตคือธรรมะ

แต่ชีวิตเราส่วนใหญ่อยู่กับงาน ไม่ว่างานส่วนตัวหรืองานส่วนรวม ดังนั้นจึงควรใช้ชีวิตส่วนใหญ่ให้คุ้มค่ามีธรรมะอยู่ด้วยเสมอ นั่นคือ ชีวิต....งาน....ธรรมะ..ควรไปด้วยกันเสมอ จึงจะได้ชื่อว่าอยู่ด้วยความไม่ประมาท

สมดั่งปัจฉิมโอวาทบางตอนกล่าวไว้ว่า "จงยังประโยชน์แห่งตนและผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"

การปฏิบัติงานคือการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นอย่างไรก็ขอสรุปสั้นๆเป็นข้อๆดังนี้

1.เมื่อทำงานอะไรอยู่ให้มีสติอยู่กับงานที่ทำเสมอ เมื่อสติตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมเกิดสมาธิในการทำงาน งานมักไม่ผิดพลาด เมื่อสมาธิตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมเกิดปัญญา งานที่ทำก็เจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ

2.เมื่อประสบปัญหา โลกธรรมแปด เราต้องใช้ มรรคแปด เป็นหนทางแก้ไข
เมื่ออยู่ในโลก ในสังคม ย่อมหลีกเลี่ยง โลกธรรมแปด ไม่ได้ อย่าไปยึดมั่นถือมั่น
พระพุทธเจ้าของเราสอนให้อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด บุคคลที่นึกถึงอดีตที่ผ่านมา หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง ย่อมหาความสุขไม่ได้เลย

3.อาศัยธรรมะแห่งการอยู่ร่วมกัน คือ พรหมวิหารสี่ คือธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์, ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบได้แก่

***เมตตา คือปรารถนาเห็นผู้อื่นพ้นทุกข์ ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า

***กรุณา คือช่วยให้ผู้อื่นได้พ้นทุกข์ ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์

***มุทิตา คือยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป

***อุเบกขา คือวางเฉยเมื่อเราช่วยแล้ว หรือช่วยไม่ได้ แล้วเค้ายังไม่พ้นทุกข์ ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้ง รู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน


ที่สำคัญคือการให้อภัย....
หิริ โอตตัปปะ ความเกรงกลัวและละอายต่อบาป
ทมะ และ ขันติ คือการรู้จักข่มใจและอดทน

**************************************************************
เมื่อเรามีธรรมะอยู่ตลอดแล้วคงหนีไม่พ้นคำกล่าวว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม
**************************************************************

ที่มา : http://larndham.org

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ღ..ทุกข์เพราะยึด..ღ


เพราะรัก...จึงยึด...เพราะยึด...จึงทุกข์

ความรัก...คือสิ่งที่คนไม่มี พยายามที่จะมี
คือสิ่งที่คนมี พยายามที่จะรักษาไว้

แต่.........ทุกคน ก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้ ด้วยเหตุใด เหตุหนึ่ง
เพราะ.....สิ่งทั้งหลายทั้งปวง...รวมไปถึงความรัก เป็นสังขารที่ถูกปรุงแต่ง
ความรักจึงเป็น อนิจจัง ไม่เที่ยง
ความรักจึงเป็น ทุกขัง ทนอยู่ในสภาพเดิม...มิได้
ความรักจึงเป็น อนัตตา ไม่ใช่ตัว...ไม่ใช่ตนที่แท้จริง

สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ควร...หรือมิควร...ที่จะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น

มิใช่...ห้ามให้มีรัก แต่อยากให้รู้จักความจริงของ...รัก
ความรัก...มิได้ทำให้ใครทุกข์ได้...ถ้าหากไม่ยึด
เพราะความยึดมั่นถือมั่น...ถึงจะเป็นความรัก...ก็ทุกข์

ที่มา : ธรรมวลี ศรีแช่ม (https://www.facebook.com)

บางครั้ง...เข้าใจผิด


~ บางครั้ง...เข้าใจผิด ~

บางครั้งเราก็เข้าใจผิดคิดว่า "การรักตัวเอง" คือ "การเห็นแก่ตัว"
ซึ่งความจริงเป็นคนละเรื่องกันเลย สำหรับความเข้าใจแบบนั้น

การรักตัวเอง คือ การไม่เบียดเบียดผู้อื่น เป็นกุศลเจตนา ได้แก่รักษาศีล ความเห็นแก่ตัว คือ การเบียดเบียนผู้อื่น เป็นอกุศลเจตนา ได้แก่การผิดศีล

ทั้งสองสิ่งมีอย่างเดียวที่เหมือนกันคือ...ให้ผลในอนาคตเหมือนกันแน่นอน แต่ผลที่ได้รับในอนาคตย่อมไม่เหมือนกัน...ขึ้นอยู่กับผลของการกระทำของคุณ...ว่า คุณรักตัวเอง หรือ คุณเห็นแก่ตัว เพราะทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกรรมเสมอ...



ที่มา : ธรรมวลี ศรีแช่ม (https://www.facebook.com)

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ღ..อัปปนาสมาธิ..ღ


อัปปนาสมาธิ


เป็นสมาธิใหญ่ มีอารมณ์มั่นคง เข้าถึงระดับฌานตั้งแต่ฌานที่หนึ่งถึงฌานที่สี่ ฌาน อารมณ์ที่สังเกตได้ คือ

๑.รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออกคำภาวนาทรงตัว ไม่ลืมไม่เผลอไม่ฟุ้งไปสู่เรื่องอื่นนอกเหนือจากที่คิดจะภาวนา มีอารมณ์เต็มเปี่ยมด้วยกำลังใจไม่อิ่มไม่เบื่อไม่อยากลุกออกจากที่มีความสุขหรรษาเป็นพิเศษ ซึ่งไม่เคยมีความสุขใดในชีวิตที่เคยพบมาก่อนเลยมีอารมณ์ตั้งมั่นดิ่งอยู่ในที่เดียวเป็นพิเศษ หูได้ยินเสียงทุกอย่างชัดเจนมากที่เข้ามากระทบประสาทหู เสียงคนหรือเสียงสัตว์ธรรมดาไม่ใช่เสียงทิพย์ แม้แต่เสียงเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ตอนนี้ได้ยินทุกอย่างชัดเจนตามปกติแต่ไม่รำคาญในเสียงนั้นเลยคงภาวนาหรือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกได้เป็นปกติเหมือนไม่มีเสียงรบกวนลมหายใจจะเบากว่าเวลาปกติจนสังเกตได้ชัดอาการอย่างนี้ท่านเรียกว่า ปฐมฌาน คือฌานที่หนึ่ง

๒.เมื่อจิตเป็นสมาธิในฌานที่สองมีความรู้สึกดังนี้คือจะรู้สึกว่าคำภาวนาหายไป บางท่านหรือหลายท่านควรจะพูดว่า มากท่านก็คงไม่ผิดเมื่ออารมณ์เข้าถึงฌานที่สองใหม่ๆ อารมณ์ยังไม่ชิน เมื่อขณะที่จิตทรงอยู่ในฌานนี้ จะมีความอิ่มเอิบสุขสบาย จะเผลอตัว เมื่อจิตมีสมาธิลดลง เพราะกำลังจิตถอยสมาธิ จะลดลงอยู่ที่อุปจารสมาธิตอนนี้อารมณ์คิด คือความรู้สึกก็เกิดขึ้น เมื่อจิตตั้งอยู่ในฌานจะไม่สามารถคิดอะไรได้ เพราะเอกัคคตารมณ์คืออารมณ์เป็นหนึ่งไม่มีอารมณ์คิดจะทรงตัวเฉยอยู่และไม่มีคำภาวนา คำภาวนานี้ตั้งแต่ฌานที่สองถึงฌานที่สี่จะไม่มีคำภาวนาเมื่อรู้สึกตัวว่าไม่ได้ภาวนาก็จะคิดว่าตนเองหลับไปหรือเผลอไป ความจริง
ไม่ใช่ ซึ่งเป็นอาการของฌานที่สอง

๓.เมื่อจิตมีสมาธิเข้าถึงฌานที่สามตอนนี้จะรู้สึกว่า ลมหายใจเบาลงมาเกือบไม่รู้สึกว่าหายใจ แต่ความจริงยังรู้สึกถนัดอยู่แต่เบามากนั่นเอง อาการทางร่างกายจะรู้สึกเหมือนเกร็งไปทั้งร่าง แต่ความจริงร่างกายเป็นปกติ แต่ที่มีความรู้สึกอย่างนั้นเป็นอาการของสมาธิ เสียงภายนอกที่เข้ามากระทบหูเกือบไม่ได้ยินเสียงนั้นเลยได้ยินแต่เบามาก จิตทรงอารมณ์เป็นหนึ่งสงัดดีมากเป็นพิเศษ อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่สาม

๔.อาการของฌานที่สี่เมื่อจิตเข้าถึงฌานที่สี่ ฌานสี่นี้มีสองขั้นคือ หยาบ กับ ละเอียด เมื่อจิตเข้าถึงฌานสี่หยาบตอนนั้นจะมีความรู้สึกว่า ลมหายใจหายไป ไม่รู้สึกว่าหายใจแต่ที่จริงแล้วลมหายใจยังมีตามปกติ แต่ทว่าจิตไม่รับทราบว่าร่างกายทำอะไร หายใจหรือไม่ จิตใจย่อมไม่รับรู้ตามท่านพูดว่าจิตกับประสาทแยกกันเด็ดขาด แต่ตอนฌานสี่หยาบนี้จิตแยกออกจากประสาทจริงแต่ยังไปไม่ไกลนัก ฉะนั้นเมื่อมีเสียงดังขนาดเครื่องขยายเสียงที่ดังมากๆ ตั้งอยู่ใกล้หูยังพอได้ยินแว่วๆ เหมือนอยู่ไกลกันมาก

เมื่อจิตเข้าถึงฌานสี่ละเอียด ตอนนี้สบายมาก เพราะไม่รู้อะไรเลย (ไม่ใช่หลับ) ภายในกำลังของจิตเข็มแข็งมาก มีความสว่างโพลง แต่จิตไม่ยอมรับรู้เรื่องของประสาทเลย ไม่ว่าเสียงหรือการกระทบกาย จิตไม่ยอมรับทราบด้วยประการทั้งปวง อาการของฌานสี่ที่ละเอียดเป็นอย่างนี้

ที่มา : http://board.palungjit.com

ღ..มุมมองชีวิตเท่านั้นเอง..ღ

ชีวิตมีหลายมุมมอง เราควรเข้าใจ..โลก..ให้ได้ทุกมุมแห่งความคิด
กรุณา....อย่าเอามุมความคิดของเราที่คิดว่าถูกเพียงมุมเดียว....ตัดสินผู้อื่น
เพราะ....ทุกชีวิตกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการเรียนรู้....
ไม่มีคำว่าผิดในการเรียนรู้...มีแต่ถูกมาก...ถูกน้อย ในการค้นพบสัจธรรม
ตลอดทั้งชีวิตความผิดและความถูกที่เกิดขึ้นล้วนเป็นครู...ของเรา
ซึ่งเป็นเพียงบทเรียนในชีวิต...บนเส้นทางแห่งวัฏฏะ...เท่านั้นเอง

ที่มา : ธรรมวลี ศรีแช่ม (www.facebook.com)

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ღ..นิพพานธรรม..ღ



คาธาธรรม : นิพพานธรรม

ท่านทั้งหลายทั้งปวงทุกคน ล้วนแต่ประสงค์ดี มาดี ใฝ่เอาความดี ความดีที่ว่านี้ มีพระธรรม ของพระพุทธองค์เป็นที่สุด พระธรรมมีทั้งคำสอน มีทั้งสิ่งที่จะประพฤติ ปฏิบัติ ทดสอบ พิสูจน์ และมีทั้งสิ่งที่จะเกิดเป็นผล ผลดังกล่าวนั้น คือ วิมุติธรรม อมตธรรม นิพพานธรรม

ในวิมุติธรรม คือ การหลุดพ้น อมตธรรม คือ ธรรมะที่เรากำหนดรู้ สามารถดับ สามารถเกิด อยู่ได้ นิพพานธรรม คือ ความสมบูรณ์ ความสงบสนิท ไปปราศจากแล้ว ซึ่งราคะ โทสะ โมหะ สิ้นอาสวะ

ผู้กระทำตนด้วยความพากเพียร ขยัน รู้จักทิศทางแห่งการปฏิบัติ ประพฤติอันถูกตรง ได้อุตสาหะ วิริยะ ขะมักเขม้น ไม่ท้อถอย มีสติ และสัมปชัญญะ ประพฤติ ปฏิบัติอยู่ ทุกเวลา มีกุศล กุศลอันพึงได้พึงเป็นนั้น เป็นผล อันจะเกิดอยู่ทุกขณะ ลมหายใจเข้าออก ของผู้พึงเพียร อกุศลใดบกพร่องอยู่ ก็รู้อยู่ และพึงปรับปรุงให้เป็นกุศล ทุกเวลา มีสติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ เกิดดี เป็นปีติ เป็นปัสสัทธิ สั่งสมลงตั้งมั่นเป็นสมาธิ และยอดสุด เป็นอุเบกขา อยู่เสมอๆ ผู้เดินด้วยก้าว ๗ ก้าว แห่งพระพุทธองค์พาเป็นพาไป ผู้ใดกระทำอยู่ อย่างขะมักเขม้น ไม่ท้อถอย มีสติ และสัมปชัญญะ ผู้นั้น พึงหวังได้ ซึ่งเป้าประสงค์ ที่ตนปรารถนานั้นแล


ที่มา : www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Book/gatha/2525-04-10.html