วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ღ..ผู้อยู่เหนือ..ღ


คาธาธรรม : ผู้อยู่เหนือ

ผู้ก้าวหน้า ผู้เจริญ ต้องเป็นผู้ที่มีจิตอันแยบคาย มีความละเอียดในสิ่งที่เรารู้เท่าทัน อยู่เหนือ ทำจิตเป็นผู้ที่ชนะได้เสมอ รู้ และอยู่เหนือเป็นปรัชญาของศาสนาพุทธ เราไม่ได้หนี แต่เราอยู่เหนือ เรารู้ว่า...สิ่งนั้นตามความเป็นจริง ว่าดีกว่านั้นได้ เราทำให้ ดีกว่านั้นขึ้น และ ปล่อยสิ่งที่เราได้ไปเป็นทาส ทำจิตของเราแปรปรวน ไม่มีอำนาจ ไม่มีความอยู่เหนือ การอยู่เหนือ ไม่ใช่ข่ม แต่เป็นผู้วางได้ เป็นผู้เกื้อกูลกันได้ เป็นผู้ช่วยเหลือได้ หรือ เป็นผู้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งนั้น สิ่งนั้น และ เป็นผู้ช่วยเหลือสิ่งนั้น พัฒนาเจริญได้ นั่นเอง


ที่มา : www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Book/gatha/2525-04-10.html

วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ღ..อย่าหลงแต่จงรู้..ღ


อย่าหลงแต่จงรู้
โดย...หลวงปู่สิม พทฺธาจาโร

ดวงใจอันเดียวนี้แหละ มันเป็นได้ทั้งรู้ มันเป็นได้ทั้งหลง
เมื่อปล่อยให้มันหลงใหลไปตาม รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ แล้ว
ใจอันนี้ จิตอันนี้ มันก็หลงมากระทั่งวัน กระทั่งคืน
ตลอดตั้งแต่เกิดจนแก่ ตั้งแต่แก่จนตาย
หลงใหลมาอย่างนี้ นับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว
เมื่อภาวนาทำความเพียร เพียรแผดเผากิเลสในหัวใจอันนี้
ให้มันเบาบางหมดสิ้นไป ก็คือว่าเพียรเพ่งอยู่จำเพาะดวงจิตอันนี้
เตือนบอกดวงจิต ดวงที่มีความรู้สึกอยู่ภายในนี้ว่า
นอกจากจิตที่รู้อยู่ ตั้งอยู่ในขณะปัจจุบันนี้ออกไป
จะเป็นอดีต อนาคต ร้ายดีอย่างไร ไม่ต้องไปสนใจ เพราะไม่เที่ยงทั้งหมด
ไม่มีอะไรที่เป็นของเที่ยงมั่นถาวรอยู่ได้เลยในโลกนี้ เป็นทุกข์เปล่าๆ
นอกจากที่รู้อยู่นี้เป็นทุกข์ นอกจากที่รู้อยู่นี้ไม่ใช่ตัวตนของเรา

แม้ที่รู้อยู่นี้ก็ยังไม่แน่ เพราะยังมีอาสวกิเลสต่างๆ ห่อหุ้มเต็มดาษดื่นอยู่
จำเป็นต้องทำความเพียรแผดเผากิเลสในที่นี้
บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา ในที่นี้
ในดวงจิตที่มีความรู้อยู่เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ เวลานี้
คอยระวังเสียงเข้ามาทางหู อย่าได้ไปตามมัน
รูปผ่านทางสายตา อย่าได้ตามมันไป
กลิ่นมาทางจมูก อย่าได้หลง
รสอาหารผ่านลิ้น อย่าได้หลงไป
เย็นร้อนอ่อนแข็งมาทางผิวกาย อย่าได้หลงไป
ความนึกคิดปรุงแต่งดีชั่วประการใด อย่าได้หลงไปตามอาการเหล่านั้น

ทำไมพระองค์จึงไม่ให้หลง พระองค์ให้รู้
ท่านว่าให้รู้อยู่ หนึ่ง เดี๋ยวนี้
ท่านทั้งหลายรู้ไปรู้มาพอแรงแล้ว รู้ไปโน้น รู้ไปนี้
จะเอาอย่างโน้น จะเอาอย่างนี้
มันได้อะไร ก็ได้แต่ชาติ ชรา มรณะ
ตายเกิด ตายเกิด ตายอยู่ในโลกนี้ เห็นไหม
เพราะทุกคนเกิดตาย เกิดตาย อยู่เหมือนกับเสียง ตั้งขึ้นก็ดับไป
รูปตั้งขึ้นมันก็ดับไป มีความเกิดขึ้นที่ไหน ย่อมมีความดับไปในที่นั้น

ท่านให้รู้ธาตุรู้อันนั้น
มันเป็นคำบอกคำสอนของพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลาย
เมื่อท่านเตือนว่าท่านให้รู้ จิตของผู้ใด ผู้นั้นก็ให้รู้สึกตัว
อย่าไปมัวเมาตามอารมณ์ของจิต ตามสังขารของจิต ตามตัณหาของจิต
ตัณหา ท่านว่ากามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
คือตัณหาอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด
มันมีอยู่ในดวงใจนั่นแหละ
ที่จะเลิกได้ ละได้ อยู่ที่ความเพียรเพ่งอยู่
ความเพียรเพ่งอยู่ไม่หลงใหลไปตามตัณหาทั้งหลาย
แผดเผาตัณหาเหล่านี้ให้หมดไป สิ้นไป
ก็คือว่าไม่ตามตัณหา ความอยาก ความปรารถนา
อันบังเกิดในดวงจิตดวงใจนั่นเอง
มันจะมีความดิ้นรนวุ่นวายไปตามตัณหา อย่างใดก็ตาม
ให้สงบอยู่ ให้รู้อยู่ ให้แจ่มแจ้งอยู่ ณ ภายในดวงใจ

ท่านให้เห็นแจ้งลงไปในใจอันนี้
แล้วก็นอกใจออกไปก็ให้เห็นแจ้งในทุกสิ่ง
มันไม่มีอะไรเที่ยงมั่นถาวรอยู่อย่างนั้นตลอดไป ไม่มีเลย
แล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นสุขกายสบายใจตลอดเวลา ไม่มีเลย
มีแต่ทุกข์นั่นแหละ นั่งเป็นทุกข์ในนั่ง นอนเป็นทุกข์ในนอน
ยืนเป็นทุกข์ในยืน เดินไปมา เป็นทุกข์ในการเดินไปมา
พูดจาปราศรัย แสดงธรรม มันก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นสุข
ที่เราสมมุติว่าอันนั้นเป็นสุข อันนี้เป็นสุข ไม่จริงทั้งนั้น
ถ้ามันสุขจริง ตายแล้วทำไมมันมาเกิด
มันไม่มีหรอกเรื่องสุข สุขนั้นมันเป็นความหลงของปุถุชนคนใบ้
พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านเห็นว่าเป็นเรื่องของความ ทุกข์
เป็นเรื่องของความไม่รู้ต่างหาก

คัดจากพระธรรมเทศนา ในหนังสือรวมธรรมเทศนา ๑๐๘ กัณฑ์

ที่มา : www.dlitemag.com

ღ..สุขจิต-จิตสุข..ღ


สุขดวงจิต คิดดี มีแต่ให้
สุขใดเล่า ที่ควรจะ แสวงหา
สุขที่จิต คิดที่สุข ชื่นอุรา
สุขนำมา ให้จิต คิดทำดี
********************
สุขจากการงานเบิกบานจิต
สุขใกล้ชิดสติ ปัญญาบารมี
สุขกับกาลเวลาผ่านนาที
สุขยินดีพอใจในการงาน
สุขเกิดจากวิริยะมาประสาน
สุขร่วมงานกับจิตตะกันเต็มที่
สุขจากวิมังสาร่วมพิจารณาคดี
สุขอิทธิบาท4 มาร่วมทุนหนุนสินติ
**************************
ที่มา : www.dhammathai.org

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หมดหวังท้อแท้ในชีวิต..คิดอย่างไรให้ใจสู้


ในช่วงเวลาที่ผ่านมาของชีวิต..
หลายคนคงผ่านบทเรียนแห่งชีวิตมานับไม่ถ้วน..
ทั้งบทเรียนแห่งความผิดหวัง..
บทเรียนแห่งความท้อแท้..แพ้ชีวิต..
บทเรียนแห่งความสำเร็จ..

ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนใด ๆ ก็ตาม..
เมื่อเราเกิดความผิดหวัง...ท้อแท้..ในชีวิต..
เราต้องพยายามปรับใจ..วางใจให้ถูก..
ด้วยวิธีการคิดที่จะปรับเปลี่ยน..ชีวิตของเรา..
ให้มีกำลังใจ..สู้ต่อไป..

๔ วิธีคิดที่จะสร้างพลังใจให้สู้ คือ..

วิธีที่ ๑ คิดแบบตรงกันข้ามกับความรู้สึกในขณะนั้น เช่น
* ถ้าทุกข์ ก็คิดสร้างสุข
* ถ้ายากก็คิดแบบง่าย...
* ถ้าเกิดปัญหา ก็คิดแก้ปัญหา..

วิธีที่ ๒ คิดแบบสร้างกำลังใจ เช่น
* ปลุกปลอบใจตนเอง...ทุกครั้งที่เกิดความท้อแท้..ผิดหวัง
* บอกตนเองเสมอว่า..เราต้องทำได้..เราต้องทำได้อย่างแน่นอน..
* ท่องไว้ในใจว่า..ไม่มี ไม่เป็น ไม่เหนื่อย...
* ไม่ทุกข์ ไม่ท้อ ไม่หนี ไม่มีปัญหา

วิธีที่ ๓ คิดแบบมีเป้าหมายในชีวิตที่แน่นอน มุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว..
* ก็จะไม่เลิก ลด ละ ความเพียรพยายาม..
* จงสู้ต่อไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ..
* แม้จะเป็นวินาทีสุดท้ายของลมหายใจก็ตาม..

วิธีที่ ๔ คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก..
* มองปัญหาออก..แก้ปัญหาเป็น..
* คิดการใหญ่...ใช้คนเป็น..รู้เห็นตามความถูกต้อง..
* ปรองดอง...รักษาน้ำใจ..สร้างมิตรภาพ..
* อย่าลืมว่า.. ยิ่งสูงยิ่งหนาว ...
* ต้องคิดดี..ทำดี..พูดดี..ทุกที่ทุกเวลา...

ดังนั้น..

ถ้าท้อแท้..หมดหวังในชีวิต..
จงพยายามคิดให้ใจสู้...

อย่าเชื่อว่า...เราทำไม่ได้..ถ้ายังไม่ได้ลงมือทำ..
อย่าท้อแท้..ตราบใดที่เรายังไม่ได้พยายาม..

อย่าสิ้นหวัง...ตราบใดที่เรายังมีกำลังใจ..
อย่าแพ้ชีวิต...ตราบใดที่ใจของเรายังมีหวัง..

จงอย่าทำลายความหวัง...เพียงเพราะ....
การดูหมิ่นตนเองว่า... ทำไม่ได้...


ที่มา : www.dhammathai.org

credit : yayee ศรัทธาธรรม (www.facebook.com)

ღ..พระคุณแม่..ღ



พระคุณแม่...นั้นประมาณ...ไม่สิ้นสุด
แม้สมมติ...เอาแผ่นดิน...สิ้นแห่งหน
เป็นหมึกก้อน...ผ่อนละลาย...ในสายชล
ให้ทั่วหน...แห่งสมุทร...สุดนที
แล้วเอาเขา...พระสุเมรุ...ที่เด่นหล้า
เอาปากปา...จุ่มหมึก...บันทึกที่
เอาท้องฟ้า...เป็นกระดาษ...วาดคดี
แล้วเขียนชี้...ชมบุญ...คุณมารดา
เขียนจนสิ้น...ดินฟ้า...มหาสมุทร
เขียนจดสุด...พระเมรุ...ที่เด่นหล้า
แต่ไม่สุด...สิ้นบุญ...คุณมารดา
จึงนับว่า...ใหญ่ยิ่ง...สิ่งทั้งปวง

ที่มา : http://www.kammatan.com

ღ..สำนึกพระคุณแม่..ღ


พระคุณแม่...เลิศฟ้า...มหาสมุทร
พระคุณแม่...สูงสุด...มหาศาล
พระคุณแม่...เลิศกว่า...สุธาธาร
ใครจะปาน...แม่ฉัน...นั้นไม่มี

...อันพระคุณ...ใคร ๆ ...ในพิภพ
...ยังรู้จบ...แจ้งคำ...มาพร่ำขาน
...พ่อแม่มี...คุณต่อบุตร...สุดประมาณ
...ขอกราบกราน...ระลึกถึง...ซึ่งบุญคุณ

เจ้าข้าเอ๋ย...ใครหนอใคร...ให้กำเนิด
จึงก่อเกิด...เติบใหญ่...ด้วยไออุ่น
ทั้งกล่อมเกลี้ยง...เลี้ยงลูกมา...ด้วยการุณย์
ช่วยค้ำจุน...ให้รอดพ้น...เป็นคนมา

...ถึงลำบาก...ร่างกาย...ให้ห่วงลูก
...ด้วยพันผูก...ดวงใจ...ให้ห่วงหา
...หัวอกใคร...จะอุ่นเท่า...อีกเล่านา
...คอยปลอบเช็ด...น้ำตา...คราระทม

เป็นแดนใจ...ใสสะอาด...ปราศกิเลส
เป็นสรรเพชญ...ของบุตร...พิสุทธิ์สม
เปี่ยมความรัก...เมตตา...น่านิยม
ประดุมลม...โชยเย็น...ใครเห็นดี

...หอบสังขาร...ทำงาน...เลี้ยงลูกน้อย
...เกรงจะด้อย...ใจทราม...ต่อศักดิ์ศรี
...จึงส่งให้...ได้ศึกษา...วิชามี
...ให้ได้ดี...กว่าแม่พ่อ...ได้รอคอย

เหมือนนกกา...หาเหยื่อ...มาเพื่อลูก
เปรอความสุข...หาทรัพย์ไว้...ให้ใช้สอย
ยามไกลพราก...จากอุรา...ตั้งตาคอย
ใจละห้อย...นอนสะอื้น...ขื่นขมทรวง

...กว่าลูกลูก...จะสำนึก...พระคุณท่าน
...ช่างเนิ่นนาน...บ้างชีวา...มาลับล่วง
...บ้างก็ป่วย...จนแทบ...สิ้นแดดวง
...ลูกจึงห่วง...เอาใจใส่...ในกายา

อย่าให้รอ...ใกล้ตาย...จึงกรายใกล้
เป็นศพไป...จึงรู้บุญ...คุณท่านหนา
ยามท่านอยู่...ควรรู้ชัด...ด้วยปัญญา
ตอบแทนคุณ...มารดา...บิดาเอย

...ขอน้อมนอบ...หมอบกราบเท้า...พระแม่แก้ว
...สำนึกแล้ว...ความเลว...เคยเหลวไหล
...รู้ซึ้งแล้ว...แนววิถี...ที่เป็นไป
...แม่ช้ำใจ...เพราะลูกมา...จนชาชิน

ลูกสร้างกรรม...ทำบาป...กราบเท้าแม่
ซึ้งใจแท้...แม่อภัย...ให้หมดสิ้น
น้ำตาแม่...แต่ละหยด...ที่รดริน
ลูกถวิล...ดั่งน้ำกรด....ที่รดใจ

...แม่สละสวย...สละสาว...คราวอุ้มท้อง
...แม่ไม่ร้อง....แม่ไม่บ่น...แม่ทนได้
...แม่ถนอม...จนครรภ์แก่...แม่เต็มใจ
...จะหาใคร...เหมือนแม่....แพ้ทุกคน

ครบเก้าเดือน...เคลื่อนคลอด...รอดชีวิต
แม้ใกล้ชิด...ลูกน้อย...คอยฝึกฝน
แม่ลำบาก...อย่างไร...ใจแม่ทน
สายเลือด...เต้าแม่กลั่น...ปันลูกกิน

...แม่ป้องริ้น...ป้องไร...ไม่ให้ผ่าน
...แม่สงสาร...หวงลูกยา...กว่าทรัพย์สิน
...แม่เห่กล่อม...ยามนิทรา...เป็นอาจิณ
...แม่ไม่ผิน...แม่ไม่ผัน....ทุกวันมา

ยามลูกสุข...แม่สุขสม...อารมณ์ชื่น
ยามลูกขื่น...แม่ขม...ระทมกว่า
ยามลูกไข้...แม่อดนอน...ร้อนอุรา
ยามลูกยา...อับโชค...แม่โศกใจ

...คราลูกหิว...แม่หิวกว่า...น้ำตาร่วง
...แม่เป็นห่วง...ดิ้นรนหา...เอามาให้
...แม้แม่อด...หมดข้าวปลา...ไม่ว่าไร
...แม่สละได้...ลูกอิ่มแปล้...แม่ทนเอา

ใครไหนเล่า...เฝ้าอบรม...บ่มนิสัย
แม้เติบใหญ่...ไม่ย่อท้อ...คอยนั่งเฝ้า
พระคุณเลิศ....ลูกโศกศัลย์...แม่บรรเทา
ใครไหนเล่า...รักมั่นแท้...แม่ฉันเอง

คัดลอกจาก ดูเฉย ๆ หนึ่งพรรษา
โดย...พ.วิมโลภิกขุ และ พ.อาภัสสโรภิกขุ

ที่มา : Dewboony Techa (www.facebook.com)

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การตอบแทนพระคุณบิดามารดาในพระพุทธศาสนา


การตอบแทนพระคุณบิดามารดาในพระพุทธศาสนา
โดย...อ.หิ่งห้อยน้อย

๐ วันที่เรา รักแม่ ใช่วันเดียว
วันที่เหลียว หาแม่ ชะแง้หา
ใช่วันหนึ่ง ในแต่ละปี ที่ผ่านมา
ทำทุกวัน ให้มารดา นั้นสุขใจ

๐ แม่ของใคร ยังไม่มี สัทธามั่น
รีบรังสรรค์ ให้เกิด ประเสริฐใส
แม่ของใคร ไม่มีศีล ปลูกทันใด
ให้เกิดขึ้น ในใจ หน้าที่เรา

๐ แม่ของใคร ยังไม่มี ที่จักให้
จาคะไซร้ รีบสร้างไว้ อย่าให้เขลา
แม่ผู้ใด ที่มี ปัญญาเบา
รีบเร่งเร้า ก่อให้เกิด ประเสริฐเอย

***********************
ส่วนบุตรคนใด
ยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา
ให้สมาทานตั้งมั่นใน ศรัทธาสัมปทา

ยังมารดาบิดาผู้ทุศีล
ให้สมาทานตั้งมั่นใน ศีลสัมปทา

ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่
ให้สมาทานตั้งมั่นใน จาคสัมปทา

ยังมารดาบิดาทรามปัญญา
ให้สมาทานตั้งมั่นใน ปัญญาสัมปทา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล
การกระทำอย่างนั้น ย่อมชื่อว่าอันบุตรนั้นทำแล้ว
และทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดา ฯ

*************************
จากจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
*************************************
เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

ที่มา : Hinghoi Noi ( www.facebook.com)