วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หมดหวังท้อแท้ในชีวิต..คิดอย่างไรให้ใจสู้


ในช่วงเวลาที่ผ่านมาของชีวิต..
หลายคนคงผ่านบทเรียนแห่งชีวิตมานับไม่ถ้วน..
ทั้งบทเรียนแห่งความผิดหวัง..
บทเรียนแห่งความท้อแท้..แพ้ชีวิต..
บทเรียนแห่งความสำเร็จ..

ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนใด ๆ ก็ตาม..
เมื่อเราเกิดความผิดหวัง...ท้อแท้..ในชีวิต..
เราต้องพยายามปรับใจ..วางใจให้ถูก..
ด้วยวิธีการคิดที่จะปรับเปลี่ยน..ชีวิตของเรา..
ให้มีกำลังใจ..สู้ต่อไป..

๔ วิธีคิดที่จะสร้างพลังใจให้สู้ คือ..

วิธีที่ ๑ คิดแบบตรงกันข้ามกับความรู้สึกในขณะนั้น เช่น
* ถ้าทุกข์ ก็คิดสร้างสุข
* ถ้ายากก็คิดแบบง่าย...
* ถ้าเกิดปัญหา ก็คิดแก้ปัญหา..

วิธีที่ ๒ คิดแบบสร้างกำลังใจ เช่น
* ปลุกปลอบใจตนเอง...ทุกครั้งที่เกิดความท้อแท้..ผิดหวัง
* บอกตนเองเสมอว่า..เราต้องทำได้..เราต้องทำได้อย่างแน่นอน..
* ท่องไว้ในใจว่า..ไม่มี ไม่เป็น ไม่เหนื่อย...
* ไม่ทุกข์ ไม่ท้อ ไม่หนี ไม่มีปัญหา

วิธีที่ ๓ คิดแบบมีเป้าหมายในชีวิตที่แน่นอน มุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว..
* ก็จะไม่เลิก ลด ละ ความเพียรพยายาม..
* จงสู้ต่อไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ..
* แม้จะเป็นวินาทีสุดท้ายของลมหายใจก็ตาม..

วิธีที่ ๔ คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก..
* มองปัญหาออก..แก้ปัญหาเป็น..
* คิดการใหญ่...ใช้คนเป็น..รู้เห็นตามความถูกต้อง..
* ปรองดอง...รักษาน้ำใจ..สร้างมิตรภาพ..
* อย่าลืมว่า.. ยิ่งสูงยิ่งหนาว ...
* ต้องคิดดี..ทำดี..พูดดี..ทุกที่ทุกเวลา...

ดังนั้น..

ถ้าท้อแท้..หมดหวังในชีวิต..
จงพยายามคิดให้ใจสู้...

อย่าเชื่อว่า...เราทำไม่ได้..ถ้ายังไม่ได้ลงมือทำ..
อย่าท้อแท้..ตราบใดที่เรายังไม่ได้พยายาม..

อย่าสิ้นหวัง...ตราบใดที่เรายังมีกำลังใจ..
อย่าแพ้ชีวิต...ตราบใดที่ใจของเรายังมีหวัง..

จงอย่าทำลายความหวัง...เพียงเพราะ....
การดูหมิ่นตนเองว่า... ทำไม่ได้...


ที่มา : www.dhammathai.org

credit : yayee ศรัทธาธรรม (www.facebook.com)

ღ..พระคุณแม่..ღ



พระคุณแม่...นั้นประมาณ...ไม่สิ้นสุด
แม้สมมติ...เอาแผ่นดิน...สิ้นแห่งหน
เป็นหมึกก้อน...ผ่อนละลาย...ในสายชล
ให้ทั่วหน...แห่งสมุทร...สุดนที
แล้วเอาเขา...พระสุเมรุ...ที่เด่นหล้า
เอาปากปา...จุ่มหมึก...บันทึกที่
เอาท้องฟ้า...เป็นกระดาษ...วาดคดี
แล้วเขียนชี้...ชมบุญ...คุณมารดา
เขียนจนสิ้น...ดินฟ้า...มหาสมุทร
เขียนจดสุด...พระเมรุ...ที่เด่นหล้า
แต่ไม่สุด...สิ้นบุญ...คุณมารดา
จึงนับว่า...ใหญ่ยิ่ง...สิ่งทั้งปวง

ที่มา : http://www.kammatan.com

ღ..สำนึกพระคุณแม่..ღ


พระคุณแม่...เลิศฟ้า...มหาสมุทร
พระคุณแม่...สูงสุด...มหาศาล
พระคุณแม่...เลิศกว่า...สุธาธาร
ใครจะปาน...แม่ฉัน...นั้นไม่มี

...อันพระคุณ...ใคร ๆ ...ในพิภพ
...ยังรู้จบ...แจ้งคำ...มาพร่ำขาน
...พ่อแม่มี...คุณต่อบุตร...สุดประมาณ
...ขอกราบกราน...ระลึกถึง...ซึ่งบุญคุณ

เจ้าข้าเอ๋ย...ใครหนอใคร...ให้กำเนิด
จึงก่อเกิด...เติบใหญ่...ด้วยไออุ่น
ทั้งกล่อมเกลี้ยง...เลี้ยงลูกมา...ด้วยการุณย์
ช่วยค้ำจุน...ให้รอดพ้น...เป็นคนมา

...ถึงลำบาก...ร่างกาย...ให้ห่วงลูก
...ด้วยพันผูก...ดวงใจ...ให้ห่วงหา
...หัวอกใคร...จะอุ่นเท่า...อีกเล่านา
...คอยปลอบเช็ด...น้ำตา...คราระทม

เป็นแดนใจ...ใสสะอาด...ปราศกิเลส
เป็นสรรเพชญ...ของบุตร...พิสุทธิ์สม
เปี่ยมความรัก...เมตตา...น่านิยม
ประดุมลม...โชยเย็น...ใครเห็นดี

...หอบสังขาร...ทำงาน...เลี้ยงลูกน้อย
...เกรงจะด้อย...ใจทราม...ต่อศักดิ์ศรี
...จึงส่งให้...ได้ศึกษา...วิชามี
...ให้ได้ดี...กว่าแม่พ่อ...ได้รอคอย

เหมือนนกกา...หาเหยื่อ...มาเพื่อลูก
เปรอความสุข...หาทรัพย์ไว้...ให้ใช้สอย
ยามไกลพราก...จากอุรา...ตั้งตาคอย
ใจละห้อย...นอนสะอื้น...ขื่นขมทรวง

...กว่าลูกลูก...จะสำนึก...พระคุณท่าน
...ช่างเนิ่นนาน...บ้างชีวา...มาลับล่วง
...บ้างก็ป่วย...จนแทบ...สิ้นแดดวง
...ลูกจึงห่วง...เอาใจใส่...ในกายา

อย่าให้รอ...ใกล้ตาย...จึงกรายใกล้
เป็นศพไป...จึงรู้บุญ...คุณท่านหนา
ยามท่านอยู่...ควรรู้ชัด...ด้วยปัญญา
ตอบแทนคุณ...มารดา...บิดาเอย

...ขอน้อมนอบ...หมอบกราบเท้า...พระแม่แก้ว
...สำนึกแล้ว...ความเลว...เคยเหลวไหล
...รู้ซึ้งแล้ว...แนววิถี...ที่เป็นไป
...แม่ช้ำใจ...เพราะลูกมา...จนชาชิน

ลูกสร้างกรรม...ทำบาป...กราบเท้าแม่
ซึ้งใจแท้...แม่อภัย...ให้หมดสิ้น
น้ำตาแม่...แต่ละหยด...ที่รดริน
ลูกถวิล...ดั่งน้ำกรด....ที่รดใจ

...แม่สละสวย...สละสาว...คราวอุ้มท้อง
...แม่ไม่ร้อง....แม่ไม่บ่น...แม่ทนได้
...แม่ถนอม...จนครรภ์แก่...แม่เต็มใจ
...จะหาใคร...เหมือนแม่....แพ้ทุกคน

ครบเก้าเดือน...เคลื่อนคลอด...รอดชีวิต
แม้ใกล้ชิด...ลูกน้อย...คอยฝึกฝน
แม่ลำบาก...อย่างไร...ใจแม่ทน
สายเลือด...เต้าแม่กลั่น...ปันลูกกิน

...แม่ป้องริ้น...ป้องไร...ไม่ให้ผ่าน
...แม่สงสาร...หวงลูกยา...กว่าทรัพย์สิน
...แม่เห่กล่อม...ยามนิทรา...เป็นอาจิณ
...แม่ไม่ผิน...แม่ไม่ผัน....ทุกวันมา

ยามลูกสุข...แม่สุขสม...อารมณ์ชื่น
ยามลูกขื่น...แม่ขม...ระทมกว่า
ยามลูกไข้...แม่อดนอน...ร้อนอุรา
ยามลูกยา...อับโชค...แม่โศกใจ

...คราลูกหิว...แม่หิวกว่า...น้ำตาร่วง
...แม่เป็นห่วง...ดิ้นรนหา...เอามาให้
...แม้แม่อด...หมดข้าวปลา...ไม่ว่าไร
...แม่สละได้...ลูกอิ่มแปล้...แม่ทนเอา

ใครไหนเล่า...เฝ้าอบรม...บ่มนิสัย
แม้เติบใหญ่...ไม่ย่อท้อ...คอยนั่งเฝ้า
พระคุณเลิศ....ลูกโศกศัลย์...แม่บรรเทา
ใครไหนเล่า...รักมั่นแท้...แม่ฉันเอง

คัดลอกจาก ดูเฉย ๆ หนึ่งพรรษา
โดย...พ.วิมโลภิกขุ และ พ.อาภัสสโรภิกขุ

ที่มา : Dewboony Techa (www.facebook.com)

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การตอบแทนพระคุณบิดามารดาในพระพุทธศาสนา


การตอบแทนพระคุณบิดามารดาในพระพุทธศาสนา
โดย...อ.หิ่งห้อยน้อย

๐ วันที่เรา รักแม่ ใช่วันเดียว
วันที่เหลียว หาแม่ ชะแง้หา
ใช่วันหนึ่ง ในแต่ละปี ที่ผ่านมา
ทำทุกวัน ให้มารดา นั้นสุขใจ

๐ แม่ของใคร ยังไม่มี สัทธามั่น
รีบรังสรรค์ ให้เกิด ประเสริฐใส
แม่ของใคร ไม่มีศีล ปลูกทันใด
ให้เกิดขึ้น ในใจ หน้าที่เรา

๐ แม่ของใคร ยังไม่มี ที่จักให้
จาคะไซร้ รีบสร้างไว้ อย่าให้เขลา
แม่ผู้ใด ที่มี ปัญญาเบา
รีบเร่งเร้า ก่อให้เกิด ประเสริฐเอย

***********************
ส่วนบุตรคนใด
ยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา
ให้สมาทานตั้งมั่นใน ศรัทธาสัมปทา

ยังมารดาบิดาผู้ทุศีล
ให้สมาทานตั้งมั่นใน ศีลสัมปทา

ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่
ให้สมาทานตั้งมั่นใน จาคสัมปทา

ยังมารดาบิดาทรามปัญญา
ให้สมาทานตั้งมั่นใน ปัญญาสัมปทา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล
การกระทำอย่างนั้น ย่อมชื่อว่าอันบุตรนั้นทำแล้ว
และทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดา ฯ

*************************
จากจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
*************************************
เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

ที่มา : Hinghoi Noi ( www.facebook.com)

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

~..น่าคิด..~


น่าคิด
ธรรมคำสอน ท่าน ก. เขาสวนหลวง

ที่จะเอาอะไรตามใจของตัวเอง
ใจมันพาเราไปตกหล่มจมปลักกันอยู่หรือเปล่า?
เห็นแก่ตัวของตัวอยู่ฝ่ายเดียว
ไม่นึกถึงเพื่อนร่วมทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย

คิดเอาแต่ได้ประโยชน์ส่วนตน
ใครเป็นอย่างไรไม่ว่า
ข้าเอาของข้าไว้ก่อน
จะเสียหายแก่ส่วนรวม ไม่นึกถึง

ตกลงนั่นก็คือ ความเห็นแก่ตัวจัดนั่นเอง
จะคิดถึงประโยชน์ส่วนกลางสักหน่อยจะได้ไหม
จะกอดสมบัติ อัตตกรรมทำเวรใส่ตน
ขนบาปใส่ใจไปใช้ในชาติหน้ากันหรืออย่างไร?

โง่แกมหยิ่งนี้รู้สึกตัวยากแท้
มันก็ล้วนแต่โง่เง่าหาเรื่องเผาตัวเอง
จะเอา จะเป็นทั้งนั้น
งมงายไปจนหมดอายุ

ยิ่งแก่ ยิ่งหลง
อยากได้หนักขึ้น
กิเลสหนาหนักเข้า

วันเวลาของชีวิตเหลือน้อยเข้าไป
วันเวลาแห่งความตายใกล้เข้ามา

น่าสังเวชเหลือเกิน
สุขที่เคยคิดอยากได้เก็บไว้นั้น
มันกำลังจะกลับกลายเป็นทุกข์ไปทั้งสิ้น...

ที่มา : http://www.thaifwd.com/thread-2886-1-1.html

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ทำไมเราจำชาติที่แล้วไม่ได้


สัญญา แปลว่า ความทรงจำ, จำความได้
ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าสัญญานั้นย้อนกลับไปได้ไม่สิ้นสุด
เช่นเราลองนึกถึงตัวเราในอดีตที่กำลังเศร้ากับการกระทำที่ผิดพลาดของตนในอดีต
ในสัญญาของตัวเราในอดีตก็มีเหตุการณ์ที่ตัวเราในอดีตขณะนั้น
มีภาพตัวเราที่ เป็นอดีตของอดีตตัวเราทำความผิดพลาดซ้อนอีก

ดังนั้นสัญญาจะมีลักษณะซ้อนทับ กับไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด
แต่ที่เราจำเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ เพราะแค่ปีที่แล้วยังยังจำไม่ค่อยได้เลย
เพราะอำนาจสติมีกำลังน้อย

อีกทั้งที่เราจำชาติก่อนไม่ได้เพราะ กฎแห่งวัฏฏะ
( คือกิเลส ทำให้เกิดกรรมคือการกระทำ
และรับผลการกระทำนั้นเมื่อรับผลก็ทำให้เกิดกิเลสไม่สิ้นสุด )
1. เรามีอวิชชา เป็นกิเลสวัฏฏะ
2.ทำให้เกิดมโนกรรมคือมิจฉาทิฐิ
3.ทำให้เกิดวิบากกรรม(ผลกรรม)คือจำชาติที่แล้วไม่ได้
เนื่องจากขณะจิตที่ดับจิตเป็นมิจฉาทิฐิ
(ไม่รู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์คือดับกิเลสและทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์คือมรรคมีองค์ ๘)

ชนกกรรมที่นำไปเกิดทำให้สันตติความจำขาดจำชาติที่แล้วไม่ได้
ดังนั้นถ้าแม้ใครไม่บรรลุธรรมจนละอวิชชาได้
แต่หากขณะจิตที่จะตายจิตมีมโนกรรมเป็นสัมมาทิฐิย่อมจำชาติภพที่แล้วได้ชาติหนึ่ง
ดังที่มีตัวอย่างที่เป็นเด็กๆจำชาติที่แล้วได้ แต่โตมาลืมเป็นต้น


ทำไมเราจำชาติที่แล้วไม่ได้งั้นหรือ?
สำหรับคำถามนี้ สามารถอธิบายได้โดยอาศัยสมมุติฐานเกี่ยวกับการจำอดีตชาติได้และการจำอดีตชาติไม่ได้ที่ว่า การที่บางคนสามารถจำอดีตชาติได้นั้น อาจมีสาเหตุมาจากการที่ความทรงจำในอดีตชาตินั้นถูกระลึกถึงอยู่เสมอ ถูกทบทวนอยู่บ่อยๆ มีความฝังใจ มีเจตนาที่แรงกล้า มีความหนักแน่นมั่นคง หรือขณะเสียชีวิตและหลังจากเสียชีวิตมีสติรู้สึกตัวตลอดเวลา ทำให้ความทรงจำในอดีตชาติถูกยกขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันหรือในระดับใกล้เคียงกับวิถีจิต(จิตสำนึก Conscious) และเมื่อตอนขณะที่สืบชาติมาเกิดใหม่ก็มีสติครบถ้วน เมื่อสืบชาติมาเกิดใหม่จึงทำให้สามารถจำอดีตชาติได้ด้วยความทรงจำปกติตั้งแต่เด็ก

ส่วนผู้ที่จำอดีตชาติไม่ได้นั้น อาจมีสาเหตุมาจากการที่ความทรงจำในอดีตชาตินั้นไม่ได้ถูกระลึกถึงอยู่เสมอ ไม่ได้ถูกทบทวนอยู่บ่อยๆ ไม่มีความฝังใจ ไม่มีเจตนาที่แรงกล้า ไม่มีความหนักแน่นมั่นคง หรือขณะเสียชีวิตและหลังจากเสียชีวิตขาดสติไม่รู้สึกตัว ทำให้ความทรงจำในอดีตชาติถูกเก็บไว้ในระดับของภวังคจิต(จิตใต้สำนึก Unconscious)ที่ลึกลงไป และเมื่อตอนขณะที่สืบชาติมาเกิดใหม่ขาดสติรู้สึกไม่ครบถ้วนหรือไม่รู้สึกตัว เมื่อสืบชาติมาเกิดใหม่จึงทำให้ไม่สามารถจำอดีตชาติได้ ด้วยความทรงจำปกติตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อมีการสะกดจิตหรือมีการฝึกสมาธิจิตทำให้สามารถเข้าถึงภวังคจิตที่อยู่ลึกลงไป จึงสามารถระลึกชาติได้ สำหรับวิธีการสะกดจิตซึ่งเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยของจิตแพทย์ในปัจจุบันนี้นั้น อาจทำให้สามารถระลึกชาติได้มากกว่าหนึ่งชาติ(ส่วนใหญ่จะไม่เกินสองชาติ) แต่วิธีการฝึกสมาธิจิตจนได้บุพเพนิวาสานุสติญาณนั้น จะสามารถระลึกชาติได้มากจนนับชาติไม่ถ้วน เช่นเดียวกันกับพระอริยสงฆ์ทั้งหลายและพระพุทธเจ้า


ที่มา : ที่มา : http://atcloud.com/stories/97500

ღ..สม่ำเสมอดั่งสายน้ำ..ღ



สม่ำเสมอดั่งสายน้ำ
โดย...หลวงพ่อชา สุภัทโท

เหมือนอย่างน้ำในขวดนี่แหละ
ครั้นเรารินมันทีละน้อย มันก็จะหยด
นิด..นิด พอเราเร่งรินให้เร็วขึ้น
มันก็จะไหลติดต่อเป็นสายน้ำเดียวกัน
ไม่ขาดตอนเป็นหยดเหมือนเวลาที่เรารินทีละน้อย ๆ
"สติ"ของเราก็เหมือนกัน ถ้าเราเร่งมันเข้า
คือ ปฏิบัติให้สม่ำเสมอแล้ว มันก็จะติดต่อกัน
เป็นสายน้ำไม่เป็นน้ำหยด หมายความว่า
ไม่ว่าเราจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน
ความรู้อันนี้มันไม่ขาดจากกัน
มันจะไหลติดต่อกันเป็นสายน้ำ


การปฏิบัติจิตนี่ก็เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวมันคิดนั่น
คิดนี่ ฟุ้งซ่านไม่ติดต่อกัน มันจะคิดไปไหนก็ช่างมัน
ให้เราพยายามทำไปเรื่อยเข้าไว้
แล้วมันจะเหมือนหยดแห่งน้ำ
มันจะทำความห่างให้ถี่ ครั้นถี่เข้า ๆ
มันก็จะติดกันเป็นสายน้ำ ทีนี้ความรู้ของเรา
มันก็จะเป็นความรู้รอบ จะยืนก็ตาม
จะนั่งก็ตาม จะนอนก็ตาม จะเดินก็ตาม
ไม่ว่าจะทำอะไรสารพัดอย่าง
มันก็มีความรู้อันนี้รักษาอยู่ ..
ถ้ามัวนั่งคอยดูว่ามันจะเป็นอย่างไรละก็
มันไม่ได้เรื่องหรอก แต่ให้ระวังด้วยนะว่า
ตั้งใจมากเกินไป ก็ไม่เป็น
ไม่ตั้งใจเลย ก็ไม่เป็น

ที่มา : www.thammasatu.com