วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

~..น่าคิด..~


น่าคิด
ธรรมคำสอน ท่าน ก. เขาสวนหลวง

ที่จะเอาอะไรตามใจของตัวเอง
ใจมันพาเราไปตกหล่มจมปลักกันอยู่หรือเปล่า?
เห็นแก่ตัวของตัวอยู่ฝ่ายเดียว
ไม่นึกถึงเพื่อนร่วมทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย

คิดเอาแต่ได้ประโยชน์ส่วนตน
ใครเป็นอย่างไรไม่ว่า
ข้าเอาของข้าไว้ก่อน
จะเสียหายแก่ส่วนรวม ไม่นึกถึง

ตกลงนั่นก็คือ ความเห็นแก่ตัวจัดนั่นเอง
จะคิดถึงประโยชน์ส่วนกลางสักหน่อยจะได้ไหม
จะกอดสมบัติ อัตตกรรมทำเวรใส่ตน
ขนบาปใส่ใจไปใช้ในชาติหน้ากันหรืออย่างไร?

โง่แกมหยิ่งนี้รู้สึกตัวยากแท้
มันก็ล้วนแต่โง่เง่าหาเรื่องเผาตัวเอง
จะเอา จะเป็นทั้งนั้น
งมงายไปจนหมดอายุ

ยิ่งแก่ ยิ่งหลง
อยากได้หนักขึ้น
กิเลสหนาหนักเข้า

วันเวลาของชีวิตเหลือน้อยเข้าไป
วันเวลาแห่งความตายใกล้เข้ามา

น่าสังเวชเหลือเกิน
สุขที่เคยคิดอยากได้เก็บไว้นั้น
มันกำลังจะกลับกลายเป็นทุกข์ไปทั้งสิ้น...

ที่มา : http://www.thaifwd.com/thread-2886-1-1.html

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ทำไมเราจำชาติที่แล้วไม่ได้


สัญญา แปลว่า ความทรงจำ, จำความได้
ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าสัญญานั้นย้อนกลับไปได้ไม่สิ้นสุด
เช่นเราลองนึกถึงตัวเราในอดีตที่กำลังเศร้ากับการกระทำที่ผิดพลาดของตนในอดีต
ในสัญญาของตัวเราในอดีตก็มีเหตุการณ์ที่ตัวเราในอดีตขณะนั้น
มีภาพตัวเราที่ เป็นอดีตของอดีตตัวเราทำความผิดพลาดซ้อนอีก

ดังนั้นสัญญาจะมีลักษณะซ้อนทับ กับไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด
แต่ที่เราจำเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ เพราะแค่ปีที่แล้วยังยังจำไม่ค่อยได้เลย
เพราะอำนาจสติมีกำลังน้อย

อีกทั้งที่เราจำชาติก่อนไม่ได้เพราะ กฎแห่งวัฏฏะ
( คือกิเลส ทำให้เกิดกรรมคือการกระทำ
และรับผลการกระทำนั้นเมื่อรับผลก็ทำให้เกิดกิเลสไม่สิ้นสุด )
1. เรามีอวิชชา เป็นกิเลสวัฏฏะ
2.ทำให้เกิดมโนกรรมคือมิจฉาทิฐิ
3.ทำให้เกิดวิบากกรรม(ผลกรรม)คือจำชาติที่แล้วไม่ได้
เนื่องจากขณะจิตที่ดับจิตเป็นมิจฉาทิฐิ
(ไม่รู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์คือดับกิเลสและทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์คือมรรคมีองค์ ๘)

ชนกกรรมที่นำไปเกิดทำให้สันตติความจำขาดจำชาติที่แล้วไม่ได้
ดังนั้นถ้าแม้ใครไม่บรรลุธรรมจนละอวิชชาได้
แต่หากขณะจิตที่จะตายจิตมีมโนกรรมเป็นสัมมาทิฐิย่อมจำชาติภพที่แล้วได้ชาติหนึ่ง
ดังที่มีตัวอย่างที่เป็นเด็กๆจำชาติที่แล้วได้ แต่โตมาลืมเป็นต้น


ทำไมเราจำชาติที่แล้วไม่ได้งั้นหรือ?
สำหรับคำถามนี้ สามารถอธิบายได้โดยอาศัยสมมุติฐานเกี่ยวกับการจำอดีตชาติได้และการจำอดีตชาติไม่ได้ที่ว่า การที่บางคนสามารถจำอดีตชาติได้นั้น อาจมีสาเหตุมาจากการที่ความทรงจำในอดีตชาตินั้นถูกระลึกถึงอยู่เสมอ ถูกทบทวนอยู่บ่อยๆ มีความฝังใจ มีเจตนาที่แรงกล้า มีความหนักแน่นมั่นคง หรือขณะเสียชีวิตและหลังจากเสียชีวิตมีสติรู้สึกตัวตลอดเวลา ทำให้ความทรงจำในอดีตชาติถูกยกขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันหรือในระดับใกล้เคียงกับวิถีจิต(จิตสำนึก Conscious) และเมื่อตอนขณะที่สืบชาติมาเกิดใหม่ก็มีสติครบถ้วน เมื่อสืบชาติมาเกิดใหม่จึงทำให้สามารถจำอดีตชาติได้ด้วยความทรงจำปกติตั้งแต่เด็ก

ส่วนผู้ที่จำอดีตชาติไม่ได้นั้น อาจมีสาเหตุมาจากการที่ความทรงจำในอดีตชาตินั้นไม่ได้ถูกระลึกถึงอยู่เสมอ ไม่ได้ถูกทบทวนอยู่บ่อยๆ ไม่มีความฝังใจ ไม่มีเจตนาที่แรงกล้า ไม่มีความหนักแน่นมั่นคง หรือขณะเสียชีวิตและหลังจากเสียชีวิตขาดสติไม่รู้สึกตัว ทำให้ความทรงจำในอดีตชาติถูกเก็บไว้ในระดับของภวังคจิต(จิตใต้สำนึก Unconscious)ที่ลึกลงไป และเมื่อตอนขณะที่สืบชาติมาเกิดใหม่ขาดสติรู้สึกไม่ครบถ้วนหรือไม่รู้สึกตัว เมื่อสืบชาติมาเกิดใหม่จึงทำให้ไม่สามารถจำอดีตชาติได้ ด้วยความทรงจำปกติตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อมีการสะกดจิตหรือมีการฝึกสมาธิจิตทำให้สามารถเข้าถึงภวังคจิตที่อยู่ลึกลงไป จึงสามารถระลึกชาติได้ สำหรับวิธีการสะกดจิตซึ่งเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยของจิตแพทย์ในปัจจุบันนี้นั้น อาจทำให้สามารถระลึกชาติได้มากกว่าหนึ่งชาติ(ส่วนใหญ่จะไม่เกินสองชาติ) แต่วิธีการฝึกสมาธิจิตจนได้บุพเพนิวาสานุสติญาณนั้น จะสามารถระลึกชาติได้มากจนนับชาติไม่ถ้วน เช่นเดียวกันกับพระอริยสงฆ์ทั้งหลายและพระพุทธเจ้า


ที่มา : ที่มา : http://atcloud.com/stories/97500

ღ..สม่ำเสมอดั่งสายน้ำ..ღ



สม่ำเสมอดั่งสายน้ำ
โดย...หลวงพ่อชา สุภัทโท

เหมือนอย่างน้ำในขวดนี่แหละ
ครั้นเรารินมันทีละน้อย มันก็จะหยด
นิด..นิด พอเราเร่งรินให้เร็วขึ้น
มันก็จะไหลติดต่อเป็นสายน้ำเดียวกัน
ไม่ขาดตอนเป็นหยดเหมือนเวลาที่เรารินทีละน้อย ๆ
"สติ"ของเราก็เหมือนกัน ถ้าเราเร่งมันเข้า
คือ ปฏิบัติให้สม่ำเสมอแล้ว มันก็จะติดต่อกัน
เป็นสายน้ำไม่เป็นน้ำหยด หมายความว่า
ไม่ว่าเราจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน
ความรู้อันนี้มันไม่ขาดจากกัน
มันจะไหลติดต่อกันเป็นสายน้ำ


การปฏิบัติจิตนี่ก็เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวมันคิดนั่น
คิดนี่ ฟุ้งซ่านไม่ติดต่อกัน มันจะคิดไปไหนก็ช่างมัน
ให้เราพยายามทำไปเรื่อยเข้าไว้
แล้วมันจะเหมือนหยดแห่งน้ำ
มันจะทำความห่างให้ถี่ ครั้นถี่เข้า ๆ
มันก็จะติดกันเป็นสายน้ำ ทีนี้ความรู้ของเรา
มันก็จะเป็นความรู้รอบ จะยืนก็ตาม
จะนั่งก็ตาม จะนอนก็ตาม จะเดินก็ตาม
ไม่ว่าจะทำอะไรสารพัดอย่าง
มันก็มีความรู้อันนี้รักษาอยู่ ..
ถ้ามัวนั่งคอยดูว่ามันจะเป็นอย่างไรละก็
มันไม่ได้เรื่องหรอก แต่ให้ระวังด้วยนะว่า
ตั้งใจมากเกินไป ก็ไม่เป็น
ไม่ตั้งใจเลย ก็ไม่เป็น

ที่มา : www.thammasatu.com

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ความอร่อยกลางกองทุกข์ (ความลวงของกาม)


มาคัณ ฑิยะ! บุรุษโรคเรื้อน มีตัวเป็นแผล สุกปลั่ง ถูกตัวเชื้อโรคแทะกัดอยู่ ใช้เล็บเกาปากแผลอยู่ รมตัวอยู่ที่หลุมถ่านไฟ. มาคัณ ฑิยะ! เขาทำ เช่นนั้นอยู่เพียงใด, ปากแผลของเขา ก็ยิ่งไม่สะอาด ยิ่งมีกลิ่นเหม็น และเปื่อยเน่ามากยิ่งขึ้น อยู่เพียงนั้น, จะมีความรู้สึกสักว่า ความพอใจ และความสบายเนื้ออยู่บ้าง ก็ตรงที่แผลได้รับการเกาหรื​อการอบอุ่น เพราะไฟนั้นเป็นเหตุข้อนี้ม​ีอุปมาฉันใด;
มาคัณ ฑิยะ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ สัตว์ทั้งหลาย ยังเป็นผู้ไม่ไปปราศจากความ​กำหนัดในกามทั้งหลาย ถูกกามตัณหาแทะกัดอยู่ ถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผด​เผาอยู่ ก็ยังขืนเสพกามทั้งหลายอยู่​นั่นเอง. มาคัณฑิยะ! เขายังทำ เช่นนั้น อยู่เพียงใด, กามตัณหาของสัตว์ทั้งหลายเห​ล่านั้น ย่อมเจริญขึ้นด้วย เขาถูกความเร่าร้อนเพราะกาม​แผดเผาอยู่ด้วย และสัตว์เหล่านั้น จะมีความรู้สึกสักว่าความพอ​ใจ และความสบายเนื้ออยู่บ้าง ก็ตรงที่รสอันอาศัยกามคุณ๕ เป็นเหตุอยู่เพียงนั้น เท่านั้นแล.
ม. ม. ๑๓/๒๗๔/๒๘๕

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ღ...สาระแห่งชีวิต.. ღ



ความรัก ความเมตตา ความเข้าใจ ความห่วงใย และความไม่เห็นแก่ตัวเป็นรากฐานของสันติสุขในชีวิตและสันติภาพในสังคม หากแต่ละคนได้บ่มเพาะเมล็ดพนธ์แห่งรักและสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ให้เกิดขึ้นและดูแลรักษาให้เจริญงอกงามในดวงจิตน้อยๆ ไม่นานหรอกดอกรัก ดอกเมตตาและดอกไม้แห่งพุทธะ คือ รู้ ตื่น และเบิกบาน จะเบ่งบานแผ่ขยายกระจายเป็น พลังแห่งรัก ออกไปจากแต่ละบุคคล สู่ครอบครัว จากแต่ละครอบครัว สู่ชุมชน จากแต่ละชุมชนสู่ประเทศ จากแต่ละประเทศ สู่สังคมโลก

“จงส่งมอบพลังแห่งรักไปสู่ทุกดวงจิต
เพราะเมื่อเราให้สิ่งดีๆกับคนอื่นเท่ากับเปิดโอกาสให้สิ่งดีๆเข้าสู่ตัวเรา”

คัดลอกจาก : หนังสือ “สาระแห่งชีวิต คือรักและเมตตา” พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ღ..ดีไม่ดี…อยู่ที่ใจเรา.. ღ


ดีไม่ดี…อยู่ที่ใจเรา
ธรรมคำสอนหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

ดีไม่ดี... อยู่ที่ใจเรา
หัวเราะ... เมื่ออยากหัวเราะ
ร้องไห้... เมื่ออยากร้องไห้
และต้องหัวเราะให้ได้หลังร้องไห้ทุกครั้ง!
อย่าทำอะไรที่ไม่อยากทำ...
จงทำอะไรที่ใจอยากทำ!
ตัวหนังสือ... เขียนผิด... ลบได้
การกระทำ... ทำผิด... เอาอะไรลบ
นึกว่าหมากำลังไล่ฟัดซิ...!
... จะได้รีบวิ่งรี่เข้าเส้นชัย...
... ล้มเมื่อไรจะได้รีบลุก...

ทุกย่างก้าว ของ ความฝัน คือ ก้าวอย่าง ของ ความเหน็ดเหนื่อย
ทุกก้าวย่าง ของ ความเหน็ดเหนื่อย คือ ก้าวย่าง ของ ความสำเร็จ

ต่อให้ทุกข์ที่สุด... ก็ต้องผ่านพ้นไปจนได้
เมื่อเรานั่งมองอดีต เรายังผ่านทุกข์มาได้ตั้งหลายทุกข์
ในเมื่อ... ชีวิต... มันยังมีชีวิต
ขอแค่อย่าทุกข์ก่อนเจอทุกข์
หลังทุกข์ อย่าทุกข์อีก
ให้ทุกข์ แค่ตอนทุกข์
แล้วทุกข์ที่สุด... ก็จะเป็นทุกข์แค่นี้เอง!

ให้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ด้วยหัวใจ
ให้หัวใจตระหนักในหน้าที่...
แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าหน้าทีี่เป็นหน้าที่
แต่เป็นการกระทำที่เกิดจาก... หัวใจเรียกร้อง... ต่างหาก

ดีไม่ดี... อยู่ที่ใจเรา...
ถ้าใจเรา... คิดดี ก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ
ถ้าเรามองในทางที่ดี... ใจเราก็จะรู้สึกดี
ถ้ากำลังใจดี... สิ่งเลวร้าย... ก็จะคลี่คลายเป็น... ดี!

ที่มา : http://www.trueplookpanya.com

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ღ..พลิกกิเลสให้เป็นธรรม..ღ




พลิกกิเลสให้เป็นธรรม
ธรรมคำสอนโดย..หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

กิเลสที่มีอยู่ในจิตในใจของเรานั้น อย่าไปพยายามละแต่ต้องมีสติปัญญา กำหนดพิจารณาให้รู้ว่า เรามีกิเลสตัวใด ในเมื่อเรารู้ว่า เรามีกิเลส โลภ โกรธ หลง เราพยายามใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม อย่าปล่อยให้โลภ โกรธ หลง มันพาเราไปทำบาปทำชั่ว ที่เราจะป้องกันอำนาจของกิเลส โลภ โกรธ หลง ไม่ให้พาเราไปทำบาปทำชั่ว เราต้องยึดศีล ๕ เป็นหลัก

เรายังมีกิเลส โลภ โกรธ หลง มากน้อยเพียงใด
พยายามดูจิตของเราให้มันรู้ว่ามีกิเลสตัวไหน
ในเมื่อเรารู้แล้ว เราจะใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์อย่างไร
จึงมีความยุติธรรม หรือเป็นไปเพื่อความสันติสุขในสังคมมนุษย์
ถ้าหลง หลงในคุณงามความดี
ถ้าโกรธ โกรธความชั่ว ความไม่ดี ความบาป
ถ้าโลภ โลภในการสร้างคุณธรรมให้มีให้เกิดขึ้นในจิตในใจ
ให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา
สร้างพลังสมาธิปัญญาให้แก่กล้า
ที่มา : http://agaligohome.com/index.php?topic=4370.15