วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตัวรู้



นิวรณ์แท้จริงมันก็มีอยู่กับตัวเราเสมอ ถึงจะเรียนก็มี ไม่เรียนก็มี นิวรณ์นี้มันมีอำนาจ อิทธิพลมาก เพราะเป็นเครื่องกลบเกลื่อนดวงจิตของเราไม่ให้ก้าวขึ้นสู่ความดีได้ เส้นทางของนิวรณ์ที่จะไหลมาสู่เรา ก็คือ
 

สัญญาอดีตอันได้แก่เรื่องราวต่างๆ ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งของเราของเขาซึ่งเป็นอดีตทั้งหมดเส้นหนึ่ง อีกเส้นหนึ่งคือ สัญญาอนาคต นับแต่เรื่องที่คิดไปตั้งแต่วันพรุ่งนี้จนถึงวันตาย ซึ่งเราอาจเดาอาจคิดไปด้วยความผิดพลาดทั้งหมดทั้ง ๒ ทาง นี้เป็นเส้นทางที่ไหลมาจากนิวรณ์ทั้งสิ้น

ฉะนั้น เรื่องอดีต อนาคต ก็ต้องวางไว้ก่อน ยกจิตของเราขึ้นสู่องค์ภาวนา คือ นึกถึงลมหายใจของลมอันเป็นส่วนปัจจุบันของรูป ปัจจุบันของนาม ได้แก่ ตัวรู้เมื่อเราทำได้เช่นนี้ จิตของเราก็จะเหมือนกับลูกโป่งที่ลอยอยู่ในอากาศ เพียงตัดเชือกเส้นเดียวเท่านั้นเราก็จะหลุดได้ คือ เมื่อตัดสัญญาขาด จิตของเราก็จะเข้าไปสู่องค์ภาวนาได้ทันที
ใจก็ไม่มีอาการอึดอัด มีแต่ความโปร่งสบาย ใจก็สูงเหมือนลูกโป่งที่ถูกตัดเชือกออกจากก้อนหินที่ผูกไว้ สิ่งที่จะตามขึ้นไปทำลายรบกวนก็ยาก เพราะธรรมดาขี้ฝุ่นนั้นก็จะกลบได้แต่เพียงแค่ศีรษะคนเท่านั้น ที่มันจะปลิวขึ้นไปกลบถึงยอดภูเขา หรือยอดไม้สูงๆ นั้นย่อมไม่ได้

ฉะนั้น เมื่อจิตของเราสูงขึ้นแล้ว นิวรณ์ทั้งหลายก็ไม่สามารถจะกลบจิตของเราให้เศร้าหมองได้

-  ท่านพ่อลี ธํมมธโร -


เมื่อใจเรามีทุกข์

video
 
เมื่อใจเรามีทุกข์

๑. เมื่อมีทุกข์ เราจะคิดปรุงแต่ง กังวลอดีต และอนาคต เสมือนว่าปัจจุบันกำลังเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริง เปรียบเหมือนคนที่สร้างภาพจรเข้กระโดดเข้าหาอยู่ตลอดเวลา หากสติระลึกรู้ว่าจิตหลงคิดฟุ้ง ความคิดนั้นจะดับลง

๒. ส่วนใหญ่ที่เรารู้ว่าคิด เรามักคิดต่ออีกเพราะเราพยายามดิ้นรนหนีความทุกข์ หากเราผ่อนคลายและใช้จิตที่เบาสบาย เฝ้าดูความไม่พอใจในทุกข์ จะพบว่าสภาวะทั้งหลายเป็นเพียงสิ่งที่จิตระลึกรู้ เหมือนเมฆฝนที่บดบังจิตใจ

๓. การเจริญสติคือการเฝ้ารู้สภาวะที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เฉยบ้าง ไม่รู้ชัดบ้าง ไม่จำเป็นต้องแยกแยะว่าคืออะไร เปรียบเหมือนปรากณการณ์ธรรมชาติคือแสงแดดและสายฝนที่หมุนวนเปลี่ยนแปลง เกิดดับอยู่ตลอดเวลา

๔. ชีวิตเราอาจมีภัยหรือปลอดภัย เราก็หลีกเลี่ยงภัยตามหน้าที่ โดยไม่เก็บเรื่องต่างๆ มาคิดให้วุ่นวาย เปรียบเหมือนเสือและงูที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางการเดินเรือ แต่อยู่คนละระดับ ไม่เกี่ยวข้องกับคนพายเรือ

๕. เมื่อสติระลึกรู้สภาวะความไม่เที่ยงซ้ำแล้วซ้ำอีก จิตจะเป็นกลาง เห็นทุกข์สุขเสมอกัน ไม่ดิ้นรนหนีทุกข์ และเกิดปัญญาที่แท้จริงว่าทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง ปัญญานี้จะคลายความหลงยึดมั่นว่ากายนี้ จิตนี้เป็นตัวตนของเรา

๖. การปฏิบัติธรรมเหมือนการออกเรือเดินทาง จะถึงฝั่งหรือไม่นั้น อยู่เหนือการควบคุมของเรา แต่เมื่อเราแจวเรืออย่างไม่ย่อท้อ เราก็อิ่มใจได้เพราะเราอยู่ในเส้นทางของการพ้นทุกข์ เมื่อธรรมะคือเรือที่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ เรือนั้นก็สืบทอดสู่คนรุ่นหลังต่อไป

๗. จากผู้ที่จมอยู่กับทุกข์ กลายเป็นผู้รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง พระพุทธองค์ก็เกิดมาบนกองทุกข์และกิเลศ เมื่อได้ลงมือเพียรปฏิบัติธรรม ย่อมอยู่ในเส้นทางของมรรคผล


ที่มา : http://swhappinessss.blogspot.com

รู้กายก็รู้ธรรม ‌รู้ใจก็รู้ธรรม



 
ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง ชาติปิ ทุกขา...

หมู่โลกเขาว่าความเกิดเป็นสุข แต่เรามันไม่ได้ว่าอย่างนั้น เราว่าความเกิดมันเป็นทุกข์
ธรรมะของพระพุทธเจ้า”…เกิดมากายเป็นทุกข์ ใจเป็นทุกข์   นี่ล่ะ เขาว่าผู้มีวาสนา มันก็คือนักบวชเรานี่ล่ะ หาหลีกเร้นอยู่ป่า หาภาวนา  ธรรมะมันไม่มีผู้หญิงผู้ชาย ใครทำได้ก็ไปถึงได้ เหมือนคนค้าขายนั่นล่ะ ไม่มีผู้หญิงผู้ชาย ค้าขายได้เหมือนกัน นิพพานไม่มีเครื่องกั้น  ให้พากันทำเอง ดูกายดูใจตัวเองให้มันรู้ ถ้ารู้กายก็รู้ธรรม รู้ใจก็รู้ธรรม ดูให้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันจึงไม่ทุกข์เหมือนเขา  ดูให้เห็นธรรมมันก็จะเบื่อ ไม่อยากได้อยากมีอยากเป็นอยากเอา เบื่อหน่ายคลายกำหนัด มันจึงจะค่อยๆ ละ ค่อยๆ วางไปเอง

- หลวงปู่เพียร วิริโย -

สติมีสมาธิตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน


เมื่อเรามีสติมีสมาธิตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น
ลิ้นสัมผัสรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง
ความรู้สึกจะเกิดขึ้นที่ใจของเรา
คือความพอใจ ความไม่พอใจ หรือความเฉยๆ
เราจะมีสติมีปัญญาเห็นอาการของจิตซึ่งเกิดขึ้นที่ใจ
จิตของเราจะแยกจากอารมณ์โดยธรรมชาติ
จะเห็นอาการของจิต เห็นอาการของอารมณ์
มีความเกิดขึ้นแล้วก็มีความดับไปเป็นธรรมดา


- พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต -

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กิเลสราคะ โทสะ โมหะ


คนไม่ละกิเลส ความโกรธ ความโลภ ความหลง
ก็เหมือนอมถ่ายไฟแดงอยู่ อมไฟอยู่ อมไฟก็ร้อน
นั่นแหละกิเลสราคะ โทสะ โมหะ
ไม่ใช่คำพูดมันเป็นความร้อน
ความร้อนความไหม้ มันไหม้หัวใจ
ไหม้อยู่ทั้งกลางวัน กลางคืน
ยืน เดิน นั่ง นอน ทุกอิริยาบถ
ภาวนาบทใดข้อใดก็เอาให้มันจริง
ทุกสิ่งถ้าเอาจริงๆ ภาวนาจริงๆ
มันให้สงบระงับได้ทั้งนั้นแหละ

- หลวงปู่สิม พุทธาจาโร -

ดูธรรมะของพระพุทธเจ้า


อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีอยู่ในตัวทุกคน
ดูไม่เห็นมัน ว่ามันมีของอะไรจีรังยั่งยืน
ดูมันซิ ให้มันเห็นเป็น อสุภะ อสุภัง
พิจารณาเข้ามาที่กาย
ให้มันเห็นในตัวเรามันจึงจะดี
หลงตัวเองก็ต้องแก้ตัวเองเสียก่อนนั่นล่ะ
แก้เรื่องอันนี้ล่ะ เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อสุภะ อสุภังนี่ล่ะ กรรมใครกรรมมัน
ดูว่าพวกเราเกิดมากับกรรม
ดูธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ล่ะ
ดูสังขาร ดูกาย ดูใจตัวเอง ‌ไม่ต้องดูอย่างอื่น

- หลวงปู่เพียร วิริโย –

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ดวงตาเห็นธรรม

ธรรมะคือธรรมชาติ

พวกเราบางองค์ที่มาอาศัยการปฏิบัตินั้น อยู่ไปตั้งปีสองปีก็ยังไม่รู้เรื่องกันเลยก็มี ไม่รู้เรื่องว่าเขาทำอะไรกัน เพราะความเข้าใจตั้งใจจดจ่อไม่มี ความจริงการเป็นผู้ปฏิบัติใจเรานั้น เมื่อเราดูใจเราเมื่อใด ก็ให้มีสติจ้องอยู่อย่างนั้น เมื่อมีสติมันก็มีปัญญา มองเห็นว่า ไม่ว่าที่ใดก็ตาม ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามและไม่ว่าจะเป็นใครพูดอะไรก็ตาม มันล้วนแล้วแต่เป็นธรรมะทั้งนั้น ถ้าเรารู้จักนำมาคิด

ธรรมะทั้งหลายคือธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ของมัน มันล้วนแต่เป็นธรรมะทั้งหมด ทีนี้เมื่อเราไม่รู้ข้อปฏิบัติ ไม่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายคือธรรมะ เราจึงอาศัยแต่การอบรมจากครูบาอาจารย์แต่ความจริงแล้ว เราควรพิจารณาสภาวะธรรมชาติรอบตัวทุกอย่างอย่างต้นไม้อย่างนี้ ธรรมชาติ ของมันก็เกิดขึ้นมาจากเมล็ดของมัน แล้วมันก็โตขึ้นมาเรื่อยๆ

ถ้าเราพิจารณา เราก็จะได้ธรรมะจากต้นไม้ แต่เราไม่สามารถเข้าใจว่าต้นไม้ก็ให้ธรรมะได้ เมื่อมันใหญ่ขึ้นมาใหญ่ขึ้นมาจนเป็นดอก จนมันออกผล เราก็รู้เพียงว่าต้นไม้มันเป็นดอก มันออกผลมา แต่ไม่รู้จักน้อมเข้ามาเป็นโอปนยิโก คือน้อมเข้ามาในใจของเรา เลยไม่รู้ว่าต้นไม้ก็เทศน์ให้เราฟังได้
พวกเราไม่พากันรู้จักต้นไม้นั้น มันเกิดเป็นผลขึ้นมาให้เราได้เคี้ยว ได้ฉัน ได้กินตามธรรมชาติมัน เราก็กินไปเฉยๆกินด้วยการไม่พิจารณารสเปรี้ยว รสหวาน รสมัน รสเค็มเรียกว่าไม่รู้จักพิจารณาธรรมะ จากต้นไม้ จากธรรมชาติ เราไม่พากันเข้าใจถึงธรรมชาติของมัน เมื่อต้นไม้มันแก่ขึ้นใบของมันก็ร่วงลง เราก็เห็นเพียงว่าใบไม้นั้นมันร่วงลง แล้วเราก็เหยียบไป กวาดไปเท่านั้น การจะพิจารณาให้คืบคลานไปอีกก็ไม่มี อันนี้ก็คือไม่รู้จักว่าธรรมชาตินั้นคือธรรมะ

พอใบร่วงแล้ว ทีนี้ก็จะมียอดเล็กๆโผล่ขึ้นมา เราก็เห็นเพียงแค่ว่า มันโผล่ขึ้นมาเท่านั้น ไม่ได้พิจารณาอย่างอื่นอีกนี่ก็ไม่เป็นโอปนยิโก คือไม่น้อมเข้ามาหาในตน นี่เป็นเช่นนั้น ถ้าน้อมเข้ามาหา เราจะเห็นว่าความเกิดของเรากับต้นไม้ก็ไม่แปลกอะไรกันเลย สกลร่างกายของเราเกิดขึ้นมาด้วยเหตุด้วยปัจจัยของมัน อาศัย ดิน น้ำ ลม ไฟ เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติของมัน
มันก็เหมือนกันกับเรามันก็ไม่ได้แปลกอะไร เพราะเราก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆทุกสิ่งทุกส่วนของมันก็เจริญขึ้นเรื่อยๆมัน เปลี่ยนสภาวะของมันไปเรื่อยๆเหมือนกันกับต้นไม้ ถ้าเราน้อมเข้ามาดูแล้วจะเห็นว่าต้นไม้เป็นอย่างไร เราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน

- หลวงพ่อชา สุภัทโท -

ที่มา : http://www.palungjit.org