วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2558

ทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร


















ผู้ใดมาอบรมตัวเอง มาปฏิบัติสมาธิขึ้น
ก็จะเกิดปัญญาขึ้นในตนโดยเฉพาะ
ผู้นั้นก็จะทำจิตตนให้พ้นจากอาสวะทั้งปวง
มีทางพ้นจากวัฏสงสาร
ทำจิตสันดานขึ้นถึงธรรมวิเศษได้
ฉะนั้นผู้ใดมีสมาธิ มีปัญญา
ก็ย่อมจะขึ้นถึงนิพพานธรรม
พ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล...

- ท่านพ่อลี ธมฺมธโร -

จงพยายามฝึกทำความเพียร




จงพยายามฝึกทำความเพียร เฝ้าใส่ใจในความรู้สึกให้แยบคาย พยายามให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่คิดว่ายากมากๆ จนกลายเป็นง่ายและเกิดเป็นนิสัยประจำตัว

อย่าพยายามสงสัย ให้เพียงแต่พยายามเฝ้าระลึกรู้ ในปัจจุบันธรรมอยู่ในกายในจิต ปัญหาข้อสงสัยก็จะหมดความหมายไป เอง หลวงปู่เทียน จิตฺตสุโภ ท่านว่า คิดเป็นหนู รู้เป็นแมว อย่าพยายามอยากได้ญาณ หรือมรรคผลนิพพานใดๆ ทั้งสิ้น ตัวของเราเองมีหน้าที่เพียงแต่สร้างเหตุที่ดีเท่านั้น

นักปฏิบัติที่คิดมาก มีปัญหามาก เพราะไม่พยายามรู้ตัวและยังรู้ตัวไม่เป็น ไม่มีสติพิจารณาอยู่ในกายในจิตของตนเอง เอาแต่หลงไปกับสิ่งที่ถูกรู้ หรือไม่ก็ไปพยายามแก้อาการของจิต

ดังนั้น จึงให้พยายามรู้ตัวให้เป็น ถ้ารู้เป็นจะต้องเห็นว่ามีสิ่งที่ถูกรู้กับมีผู้รู้ และให้พยายามมีสติพิจารณาอยู่แต่ภายในจิตของตนก็พอ ประการที่สำคัญอีกประการหนึ่ง โปรดจำไว้ว่าให้รู้อารมณ์เท่านั้น อย่าพยายามไปแก้อารมณ์ที่เกิดขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

ต้นทางสายบุญ



























ต้นทางสายบุญทั้งหลายนั้นเกิดจากจิตที่เป็นกุศล

คำว่าจิตเป็นกุศลคือจิตมีปัญญาในการทำความดี

บุญทุกอย่างนั้นเริ่มต้นจากเจตนาที่ดีก่อน

เปรียบดั่งสาครไหลลงทะเลหลวง

บุญกุศลทั้งหลายที่กระทำมานั้น

สุดท้ายปลายทางจะไหลลงไปรวมกัน

ที่มหาสมุทร ทะเลหลวง...นิพพานธาตุ



- หลวงปู่ชอบ ฐานสโม -

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

ธรรมเป็นข้อดับทุกข์

 
















ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์
คือศีล สมาธิ ปัญญา
ถ้าไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญาแล้ว
มันก็ไม่รู้ว่านี่ทุกข์
นี่เหตุให้เกิดทุกข์
นี่ธรรมอันเป็นข้อดับทุกข์เท่านั้น
ที่จะรู้ว่านี่เป็นทุกข์
นี่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี่คือธรรมเป็นข้อดับทุกข์

ก็เพราะศีล สมาธิ ปัญญานั้น พึงเข้าใจ

- พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ –

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

ผู้ไม่ประมาท




พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าอย่าพากันประมาทในกาลทุกเมื่อ ในขณะหายใจเข้า ในขณะหายใจออกไม่ให้ประมาท คำว่าใน กาลทุกเมื่อ ก็คือมีสติตลอดกาลนั้นเอง การหายใจเข้าก็มีสติดูรู้ลมหายใจขณะเข้านั้น หายใจออกก็มีสติดูรู้ลมที่ขณะออก ลมหายใจเข้าก็มีสติ ลมหายใจออกก็มีสติ การมีสติอยู่นี่ล่ะ เรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาท เพราะการตาย ตายได้ทุกขณะ หายใจเข้าก็ตายได้ หายใจออกก็ตายได้

-  หลวงปู่แบน ธนากโร -

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

จิตเป็นอิสระ






ถ้ารู้สึกตัวขึ้นมาได้ 
จิตใจจะเป็นอิสระ 
ว่างจากสิ่งรบกวนได้เรื่อยๆ 
แม้จะมีเครื่องกระทบ ก็ไม่เอาใจใส่ 
คงเฉยและปล่อยวางออกไปได้ 
ในที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะ 

- ท่าน ก.เขาสวนหลวง - 

ธรรมะในใจอยู่ใกล้แค่เอื้อม




ธรรมะในคัมภีร์อยู่ไกล... ธรรมะในใจอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ถ้าเราไปอ่านเรื่องธรรมะในคัมภีร์ ก็ดูเหมือนกับว่าธรรมะนี้อยู่ไกลสุดเอื้อม แต่เมื่อเราจะมาศึกษาและเรียนให้รู้ธรรมะในตัวของเรานี่ เราจะรู้สึกว่าธรรมะที่จะต้องเรียนรู้และจำเป็นต้องรู้ก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็คือเรื่องของกายกับใจของเรานั่นเอง
กายกับใจเป็นที่เกิดของความสุขและความทุกข์ ความดีและความชั่วเกิดที่กายกับใจ บุญและบาปเกิดที่กายกับใจ มรรค ผล นิพพาน ความดีเกิดที่กายกับใจ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ธรรมะ เราควรจะได้เรียนรู้เรื่องกายกับใจของเรา มากกว่าที่จะไปเรียนในคัมภีร์ให้มันมีความรู้มากๆ เป็นการส่งเสริมทิฐิมานะให้มันเกิดมากขึ้นๆ แล้วก็เที่ยวแบกเอาคัมภีร์ไปขัดคอกัน
ผู้ปฏิบัติธรรมที่จะสำเร็จมรรคผล นิพพานกันจริงๆ ต้องเรียนรู้เรื่องของโลก ในหลักธรรมะท่านสอนให้เรียนรู้ เรื่องกาย เรื่องจิต
รู้อะไรก็ไม่สู้รู้ใจตนเอง
ถ้าเราพิจารณาธรรมะ เราพิจารณาที่ใจเรา น้อมเข้ามาที่ใจ มารู้อยู่ที่ใจ นึกแต่เพียงว่าสิ่งภายนอกเป็นแต่เพียงอารมณ์ สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติเท่านั้น
รู้นอกเป็นสมุทัย รู้ในเป็นมรรค ถ้าไปรู้นอก เป็นเหตุให้สร้างบาปสร้างกรรม ถ้ารู้เข้ามาในเป็นเหตุให้ละวาง

ความรู้ที่จำเป็นที่สำคัญที่สุด ก็คือรู้จิตรู้ใจของเราเอง ว่าปัจจุบันนี้สภาพจิตใจของเราเป็นอย่างไร เศร้าหมองหรือผ่องใส มีกิเลสตัวไหนอยู่ในใจเราบ้าง เมื่อเรารู้ความจริงของตัวเราแล้ว เราจะแก้ไขดัดแปลงอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเรา
อ่านจริตของเราให้รู้ว่า เราเป็นราคะจริต โทสจริต โมหะจริต วิตกจริต พุทธิจริต ศรัทธาจริต อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะดูให้รู้แจ้ง เพื่อจะเป็นพื้นฐานที่เราจะแก้ไขดัดแปลงจิตของเรา เมื่อเรารู้ชัดลงไปแล้ว เรามีกิเลสตัวไหน เป็นจริตประเภทไหน เราจะได้แก้ไขดัดแปลง ตัดทอนสิ่งที่เกินแล้วเพิ่มสิ่งที่หย่อนให้อยู่ในระดับพอดีพองาม เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา

- หลวงพ่อพุธ ฐานิโย